Translate

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การออกกำลังกายในเด็ก

อ้างอิงจาก : trueปลูกปัญญา

ปัญหาเด็กอ้วนเป็นปัญหาของทุกประเทศรวมถึงประเทศไทยซึ่งปัญหานี้เกิดจากขาดการออกกำลังกายและการรับประทานอาหาร   บทความนี้จึงนำเสนอตัวอย่างการเล่นและการออกกำลังกายของเด็กเพื่อให้พ่อแม่ชักชวนลูกน้อยมาเล่นกัน!!!


 

  1. นั่งบนพื้นแยกเท้าทั้งสองข้าง ให้เด็กวิ่งรอบตัวท่านและกระโดดข้ามเท้า   ท่านอาจยกตัวท่านเพื่อให้เด็กลอดใต้

    2. ให้เด็กใช้มือทั้งสองข้างถือไม้แล้วยกเท้าข้าไม้ แล้วยกออกท่าสลับกัน

     3. ให้เด็กกระโดดข้ามไม้ โดยอาจเพิ่มความสูงขึ้น-ลงสลับไปมา
4. กระโดดข้ามห้วย โดยนำผ้าเช็ดตัวมาวางไว้บนพื้นเหมือนลำธาร แล้วให้เด็กกระโดดข้าม อาจเปลี่ยนความกว้างของผ้าเช็ดตัวได้ ที่สำคัญระวังเด็กลื่นล้มด้วย
5. ให้เด็กยืดกล้ามเนื้อ โดยการเอาเท้าไปแตะที่คาง หู หรือเอามือไปจับนิ้วหัวแม่เท้า ไหล่ เป็นต้น 
6. ให้เด็กยืนห่างจากกำแพงเอามือยันดันกำแพง และผ่อนลง เอาจมูกแตะกำแพงทำสลับกัน ให้เด็กลำตัวตรงและส้นเท้าอยู่ติดพื้น
7. ให้เด็กกระโดด โดยจับมือเด็กแล้วให้เด็กกระโดด เด็กเหนื่อยก็ให้หยุด หายเหนื่อยก็กระโดดใหม่ อาจกระโดดสลับกันช้าเร็ว
8. เด็กทูนหัว โดยวางหนังสือบนศรีษะเด็ก แล้วให้เด็กเดินโดยหนังสือบนศรีษะไม่ตก ตอนเริ่มใหม่อาจให้เด็กใช้มือช่วยจับ เปลี่ยนของไปวางไว้ที่ไหล่ หลังมือ ข้อศอก
9. โยกเยก โดยนั่งบนพื้นแยกเท้าออกจากกัน แล้วให้เด็กนั่งแล้วจับมือกัน ให้เด็กนอนแล้วท่านก็ดึงเด็กให้นั่ง แล้วปล่อยให้นอนพร้อมกับร้องโยกเยกเอย โยกเยกเอย
10. ไถนา ให้เด็กนอนคว่ำ แล้วท่านจับข้อเท้าเด็กยกขึ้น ให้เด็กเอามือยันพื้นจนแขนตึง แล้วให้เด็กเดินโดยใช้แขน


11. การทรงตัว โดยให้เด็กยืนเท้าเดียว แล้วนับ 1-4 แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น อาจจะให้ยืนทรงตัวท่าอื่นก็ได้ เช่น ยืนแล้วยกขาไปข้างหน้าหรือข้างหลัง
12. ให้เดินเขย่ง โดยอาจแกว่งแขนหรือเอาของวางไว้บนศรีษะ
13. ทรงตัวบนเท้าข้างเดียว โดยวางของไว้บนจาน 4-5 ชิ้นและวางถังไว้ใกล้กัน ให้เด็กยืนด้วยเท้าข้างเดียวแล้วก้มลงหยิบของในจานไปไว้ในถัง เมื่อเด็กเก่งขึ้นค่อยแยกจานและถังออกห่างกัน
14. มือจรดพื้น ให้เด็กก้มลงเอามือจรดพื้น แล้วค่อยๆก้าวเท้ามาหามือให้ใกล้ที่สุด
15. ตั้งไข่ล้ม โดยนั่งขัดสมาธิ ฝ่าเท้าจรดกัน โดยใช้มือจับให้เด็กโยกไปทางซ้าย-ขวา สลับกัน
16.  กายกรรม ให้เด็กนอนบนโซฟา ยกขาขึ้นและลง โดยต้องให้คางอยู่ชิดอกมากที่สุด ให้ไหล่เป็นตัวรับน้ำหนัก

17. ก้าวขึ้นบันได เมื่อใช้เท้าขวาบอก "ขวา" "ซ้าย" ผู้ใหญ่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
18. เกี่ยวลูกบอล จับมือเด็ก แล้วให้เด็กเอาเท้าเกี่ยวลูกบอลไว้
19. เล่นกับบอล ให้เด็กนั่งแล้วเอาบอลไว้บนศรีษะ ให้เด็กก้มลงแล้วให้บอลอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด
20. โยนบอล ให้ยืนห่างกันแล้วส่งบอลให้กัน อาจโยนให้กันหรือให้บอลกระเด้งพื้น

21. โยนลูกบอลหรืออาจจะปาเครื่องบินกระดาษ









วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

7 จุดอันตรายในบ้าน

อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBizCenter.com



1. พื้นห้อง รีบเช็ดที่เปียกให้แห้ง ห้ามเด็กเล่นบริเวณพื้นลื่นๆ และทำความสะอาดพื้นให้เกลี้ยง อย่าให้มีเศษของเล็กๆตกหล่นอยู่
    หากใช้พรมปูพื้น หมั่นดูดฝุ่นออกจากพรม
    ขณะปัดกวาดพื้นควรให้เด็กอยู่ห้องอื่น
2. ตู้ - โต๊ะ ปิดล็อกตู้ ลิ้นชักทุกครั้ง กันเด็กดึงและเพราะอาจหล่นลงมาทับเด็กได้
    ตู้หรือลิ้นชักที่เก็บของอันตราย เช่น ยา ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ของมีคม ต้องเก็บให้มิดชิด ล็อกทุกครั้ง หรือนำไปเก็บในที่ที่แน่ใจว่าพ้นมือเด็ก
3. ประตู - หน้าต่าง ปิดเมื่อไม่ใช้งาน ป้องกันการถูกประตูหน้าต่างหนีบมือ
    เมื่อเปิดปิดควรระวังกระแทกโดนเด็กที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ปล่อยให้เด็กมาเล่นแถวประตูหน้าต่าง
    ลูกบิดควรอยู่สูงพ้นมือเด็ก เพื่อป้องกันการเปิดหรือปิดล็อกขังตัวเอง
    สำหรับประตูห้องที่ไม่ต้องการให้ล็อก ควรใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กๆพาดที่ขอบประตูเพื่อกันการล็อกและควรมีกุญแจสำรองไว้
4. บันได ติดประตูตรงบริเวณทางลงบันได และลงกลอนทุกครั้ง
    อย่าปล่อยให้ลูกเล็กขึ้นลงบันไดลำพัง
    ติดยางขอบบันไดเพื่อกันลื่นและปิดเหลี่ยมคมๆของบันได
5. ปลั๊กไฟ ถ้าอยู่ต่ำใกล้มือเด็ก ควรใส่ที่ครอบปลั๊กไฟไว้
    บริเวณใดในบ้านไม่ใช้ไฟฟ้าควรสับสะพานไฟลง
6. ของใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ความร้อน เช่น เตารีด เครื่องปิ้งขนมปัง เก็บให้พ้นมือเด็ก และบอกเด็กว่าของร้อนมาก ห้ามจับหรือเล่นเด็ดขาด
    ย้ำเตือนถึงอันตรายของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลม เครื่องดูดฝุ่น เตาร้อนๆ ให้ลูกจดจำและระวังตัวเสมอ
    หลังใช้งานควรเก็บให้เรียบร้อย อย่าปล่อยสายไฟยาวเกะกะ
    ควรปิดฝาถังเครื่องซักผ้าทุกครั้ง ทั้งในระหว่างและหลังใช้งาน
7. อ่างน้ำ - สระว่ายน้ำ ไม่ทิ้งให้เด็กเล่นน้ำ อาบน้ำตามลำพัง ไม่ว่าจะเป็นอ่างน้ำ สระว่ายน้ำ ถังน้ำ เพราะน้ำตื้นๆก็ทำให้เด็กจมน้ำได้
    ถ้าที่บ้านมีสระว่ายน้ำ บ่อเลี้ยงปลา ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรทำรั้วหรือประตูกั้นให้มิดชิด

เพื่อความปลอดภัย
    ไม่ควรทิ้งลูกไว้คนเดียว,ไม่มองข้ามความสามารถของเด็ก เช่น คิดว่าเด็กปีนสูงๆไม่ได้,ไม่ละเลยจุดอันตรายของบ้าน,ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ เช่น ยางปิดปลั๊กไฟ ที่ล็อกตู้ - ลิ้นชัก ราวกั้นหน้าต่างและบันได
http://www.kid-dtoys.com

อุบัติเหตุยอดฮิตของเจ้าหนูวัยเตาะแตะ

อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBizCenter.com

1. ฟดูด เด็กยังไม่รู้เรื่องอันตรายอาจแหย่ปลั๊กเล่น
2. จมน้ำ ส่วนใหญ่มักจมน้ำจากแหล่งใกล้ตัว เช่น ถังน้ำ อ่างน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ คู คลอง  แม้ระดับน้ำตื้นก็เกิดอันตรายได้
3. สิ่งแปลกปลอมติดในหลอดลม เด็กเห็นอะไรก็มักจับหยิบจับเอาเข้าปาก ผู้ปกครองควรระมัดระวังเรื่องนี้ให้มาก
4. อันตรายจากของมีคม ไม่ว่าจะเป็นกรรไกร มีด เข็มกลัด ส้อม ไม้แหลม แม้กระทั่งของเล่นที่มีส่วนคมหรือปลายแหลม
5. ลื่น ล้ม ตก กระแทก อาจเกิดการหกล้ม ตกจากที่สูง วิ่งชนสิ่งต่างๆ

 อุบัติเหตุป้องกันได้ถ้า
  จัดบ้านให้เป็นระเบียบ ไม่วางสิ่งของเกะกะ พื้นบ้านในห้องต่างๆต้องไม่ลื่น
  หาผ้านุ่มหรือฟองน้ำมาหุ้มขอบเหลี่ยมของเฟอร์นิเจอร์ที่มีมุมหรือสัน เช่น ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของ เพื่อป้องกันการกระแทกของลูกน้อย
  ทำที่กั้นเตียงนอน ประตู บันไดขึ้นลง ระเบียง เพื่อป้องกันการพลัดตก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการวางเก้าอี้ โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์ที่เอื้อต่อการปีนป่ายของเด็กไว้ใกล้หน้าต่างหรือราวระเบียง

 http://www.kid-dtoys.com

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

7 วิธีดูแลความปลอดภัยของลูกๆ

อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBixCenter.com




1. บุผนังนิ่มๆ เพื่อให้ลูกได้เล่นอย่างเต็มที่ การปล่อยให้ลูกคลานไปรอบห้องช่วยฝึกความกระตือรือร้น การสังเกต แต่พ่อแม่ควรดูแลความปลอดภัยไม่ให้ลูกถูกรอยผุของกำแพลงบาดหรือกระแทกกับผนัง ด้วยการบุผนังห้องด้วยผนังนิ่มๆ
2. เลือกของเล่นให้เหมาะกับวัย เพื่อความปลอดภัย และได้รับความรู้ตามวัย
3. พยายามอย่าเปิดล็อคให้ลูกเห็น หรืออย่าใช้อุปกรณ์อันตรายให้ลูกเห็น และเก็บให้พ้นจากเด็ก
4. อย่าหลอกว่า "ยาเป็นขนม" ลูกอาจแอบมาทานเอง และควรเก็บยาในตู้ที่ล็อคไว้
5. วางของของสัตว์เลี้ยงไว้ให้ห่างจากเด็ก ลูกยังไม่สามารถแยกได้ว่าอันไหนของสัตว์เลี้ยง ลูกอาจหยิบมากินหรือเล่น และควรแยกของสัตว์ไว้นอกระยะหยิบจับของเด็ก
6. หมั่นพาเขาไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อให้ไม่ให้เกิดโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ภายหลัง และเมื่อเด็กมีอาการผิดปกติให้รีบพาไปพบแพทย์
7. ตรวจตามพื้นห้องบ่อยๆ อาจมีเศษของเล็กๆตก ต้องหมั่นสังเกตุและทำความสะอาดบ่อยๆ

                                                                                     www.kid-dtoys.com

7 วิธีสร้างรอยยิ้มให้ลูก

อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBixCenter.com


1. พาลูกออกไปเล่นนอกบ้าน เล่นกลางสนาม,สระว่ายน้ำ โดยมีพ่อแม่คอยดูแล วิธีนี้ทำให้ลูกออกกำลังกายและรู้จักเข้าสังคม
2. ตั้งฉายาน่ารัก เรียกลูกด้วยชื่อตัวการ์ตูนที่ลูกชอบหรือสิ่งที่ลูกชอบ,นั่งดูการ์ตูนเป็นเพื่อนลูก
3. แสดงความรักกับเขาบ่อยๆ ด้วยการกอด,หอม,ชม ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยด้วย
4. หาขนมติดไว้ เลือกขนมที่อร่อยและดีต่อสุขภาพและเตือนให้ลูกแปรงฟันหลังทานขนม
5. อย่าทำให้เขารู้สึกน้อยใจเด็ดขาด อาจเกิดการฝังใจถ้าลูกว่าไม่ได้รับความรักมากพอ ไม่ควรเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น
6. เล่นของเล่นเป็นเพื่อนลูก ช่วยให้ลูกไม่เหงาและเป็นการดูแลความปลอดภัยไปภายในตัว
7. หากิจกรรมทำเป็นครอบครัว ทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและยังเป็นการใช้เวลาดีๆร่วมกัน

                                                                             www.kid-dtoys.com

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดึกๆลูกไม่ยอมนอน เช้าไม่ยอมไปโรงเรียน

อ้างอิงจาก : mommypedia

1. ฝึกให้เด็กตื่นเช้าช่วงก่อนเปิดเทอม 1 สัปดาห์
2. เพิ่มกิจกรรเสริมให้ลูกยามบ่าย เช่น พาไปออกกำลังกาย วิ่งเล่น ให้ลูกช่วยงานบ้าน   จะทำให้ลูกใช้พลังเต็มที่
3. ไม่ควรให้ลูกนอนกลางวันมาก
4. หัวค่ำก่อนพาลูกเข้านอนให้ดื่มนมอุ่นๆหรือเล่านิทานให้ลูกฟัง

                                                                                        www.kid-dtoys.com

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปัญหาเด็กติดผ้าห่ม

อ้างอิงจาก : สารพันปัญหาเด็ก พ.ญ. วินัดดา ปิยะศิลป์

ปัญหาเด็กติดผ้าห่ม

สาเหตุ
1. วิตกกังวล ไม่มั่นใจในความรักความปลอดภัยจากพ่อแม่
2. การฝึกฝนการแยกจากกันทำได้ไม่นุ่มนวล ไม่สม่ำเสมอ
3. มีประสบการณ์ที่ทำให้วิตกกังวล หวาดกลัวสูง
4. ไม่มั่นใจในตัวเอง
5. ถูกเลี้ยงดูแบบปกป้อง พึ่งพาผู้เลี้ยงดูมากเกินไป

วิธีการแก้ไข
1. ส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมของลูก
2. สอนทักษะต่างๆผ่านการเล่น การใช้ชีวิตประจำวัน   และส่งเสริมการทำซ้ำๆ
3. จัดสิ่งแวดล้อมให้ท้ายทายและให้โอกาสเด็กให้ทำสิ่งที่ประสบความสำเร็จมากกว่าล้มเหลว
4. ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเอง และปรับเปลี่ยนสภาพรอบตัวเด็กเสมอเพื่อให้เด็กฝึกรับมือสถานการณ์ใหม่ๆ
5. ไม่บีบบังคับเด็กให้ทิ้งสิ่งที่ติด
6. ใช้เวลาเล่นกับลูกให้มากขึ้น
7. ลดความวิตกกังวลในตัวพ่อแม่และให้ความเชื่อมั่นแก่ลูก

                                                                                                     www.kid-dtoys.com

12 วิธีเลี้ยงลูกให้ดี - ไอคิวสูง พ่อแม่สร้างได้

อ้างอิงจาก : Manager Online

1. ให้ความรัก และแสดงออกอย่างเหมาะสม   เช่น   การยิ้ม   การสัมผัส   กอด
2. ครอบครัวมีสุข คือการที่พ่อแม่มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความคิดในการเลี้ยงลูบอบรมสั่งสอนไปในทางเดียวกัน   
3. รู้ - เข้าใจพัฒนาการของลูก เข้าใจ ปฎิบัติตัวต่อลูกถูกต้องเหมาะสม   ที่สำคัญอย่าลืมคำนึงว่าลูกมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา   พ่อแม่ต้องใส่ใจและปรับตัวให้เหมาะสมด้วย
4. พ่อแม่มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกให้มากที่สุด ทำห้เกิดความรัก   ความผูกพันธ์   และเข้าใจในตัวลูกมากขึ้น
5. ส่งเสริมให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เมื่อลูกทำดีหรือประสบความสำเร็จคุณพ่อคุณแม่ต้องชม   เมื่อลูกท้อแท้ควรให้กำลังใจ   สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีค่าต่อความรู้สึกลูกมาก
6. ให้อิสระ - โอกาสในการตัดสินใจ ทำให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์   กล้าคิดกล้าทำ  
7. สอนลูกให้รักตัวเอง - รักคนอื่น ให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
8. ให้ลูกรู้จักคิดเป็นเหตุ - เป็นผล ส่งเสริมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันและเรื่องสำคัญ   
9. สอนลูกรู้จักหาความสุขให้ตัวเอง เด็กหลายคนเก่งและประสบความสำเร็จแต่ไม่มีความสุข   เครียดตลอดเวลา
10. เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก แล้วลูกจะเรียนรู้อัตโนมัติ   เช่น   นิสัยรักการอ่าน  
11. กฎเกณฑ์ ระเบียบวินัยในบ้านต้องพอดี เด็กที่ E.Q. ดีมักอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่รัก   เข้าใจ   และสอนให้รู้ว่าอะไรควรไม่ควร   ควรควบคุมกฎเกฎฑ์ให้อยู่ในทางสายกลางตามหลักพุทธศาสนา   ไม่ควบคุมมากไปหรือน้อยไป
12. ระบบการศึกษาก็มีส่วนเอี่ยวกับอีคิว "การศึกษาสร้างคน"   พ่อแม่ควรทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

                                                                                                 www.kid-dtoys.com

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พัฒนาการกับการเล่นของเด็ก

พัฒนาการของการเล่น
นักจิตวิทยา นักการศึกษาได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการและรูปแบบของการเล่นไว้ดังนี้

Sutton-Smith (1972) จำแนกได้ 4 แบบ คือ
 การเล่นเลียนแบบ (Imitation) การเล่นเลียนแบบเป็นการสะท้อนให้ผู้อื่น
มองเห็นการรับรู้สิ่งแวดล้อมต่าง ของผู้เล่น ในด้านที่เกี่ยวกับตัวเด็ก การเล่นเลียนแบบช่วยให้เด็กเกิดการ
เรียนรู้สิ่งต่าง รอบตัวที่ได้รับรู้ผ่านประสาทสัมผัส ซึ่งเด็กอาจยังไม่เข้าใจหรือรู้ความหมายได้ในทันทีที่รับรู้
 การสำรวจ (Exploration) เป็นการเล่นตามความสนใจ ความสงสัย และ
ความใคร่รู้ในสิ่งรอบตัวต่าง เป็นรากฐานของการเล่นแบบทดสอบ หากครูหรือผู้ปกครองรู้สามารถ
สนับสนุนการเล่นของเด็กอย่างถูกวิธีก็จะทำให้เด็กได้รับการพัฒนาต่อไป
 การทดสอบ (Testing) เด็กจะอาศัยความรู้ใหม่ที่ได้จากการสำรวจและ
ความรู้เดิมจากประสบการณ์ที่คุ้นเคยเป็นรากฐานในการเล่นสัญลักษณ์ สิ่งที่เด็กได้สำรวจศึกษาแล้วจะ
เป็นอุปกรณ์ที่เด็กนำมาเล่นเพื่อทดลองดูว่า คุณสมบัติของของเล่น และวิธีการเล่นที่วางไว้จะเป็นไปตามที่
เขาคิดหรือไม่
 การสร้าง (Construction) เป็นการเล่นที่ผู้เล่นสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง
ตนเองกับสิ่งแวดล้อมในลักษณะต่าง เช่น การจัดทำของเล่น โดยการเอาก้านกล้วยมาหักส่วนบนลง
ตกแต่งทำเป็นหัวแล้วใช้ขี่เล่น การสร้างสถานการณ์การเล่นโดยการสร้างเรื่องและการเล่นตามเรื่อง การ
วางกฎเกณฑ์การเล่นโดยกำหนดบทบาทของผู้เล่นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงจากของเดิม

Piaget (1962) กล่าวว่า เด็กจะเรียนรู้ผ่านกระบวนการรับรู้และกระบวนการคิด ซึ่งการ
เล่นของเด็กจะช่วยให้เด็กได้พัฒนาทั้งกระบวนการรับรู้และกระบวนการคิด เช่น การที่เด็กอายุต่ำกว่า 2
ขวบ เล่นในลักษณะที่เป็นการฝึกหัดและการแสดง จะช่วยให้เด็กได้แสดงบทบาทสมมุติ ทั้งที่ตามหลักของ
พัฒนาการแล้วเด็กยังไม่สามารถทำได้ แต่เขาก็ทำได้ เพียเจท์จึงกล่าวว่าการเล่นมีผลต่อพัฒนาการทาง
สติปัญญาของเด็ก คือช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างการรับประสบการณ์ใหม่และการปรับประสบการณ์

เดิมกับประสบการณ์ใหม่ เมื่อ 2 กระบวนการนี้สมดุลจะช่วยให้เกิดการพัฒนาทางสติปัญญา

                                                                                                     www.kid-dtoys.com

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความสำคัญและประโยชน์ของการเล่น

ความสำคัญและประโยชน์ของการเล่น

          การเล่นเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญสำหรับเด็กอนุบาล เพราะการเล่นเป็นธรรมชาติของเด็ก
เป็นการให้โอกาสเด็กได้ศึกษาธรรมชาติรอบตัว ประสบการณ์จากการเล่นจะนำเด็กไปสู่การเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ   เพื่อการใช้ชีวิตในอนาคต นักจิตวิทยาและนักการศึกษาได้กล่าวถึงความสำคัญของการเล่นไว้ดังนี้
          Ferbel (1916) นักจิตวิทยาและนักการศึกษากล่าวถึงความสำคัญของการเล่นไว้ว่า การเล่น
เป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของเด็ก เป็นกิจกรรมที่เด็กทำเป็นส่วนใหญ่ การเล่นช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งแวดล้อมและช่วยให้เด็กพัฒนาทักษะทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
          Piaget (1962) กล่าวว่า การเล่นมีความสำคัญต่อการพัฒนาทางสติปัญญา เด็กสามารถรับรู้
สิ่งต่าง ๆ ได้จากการเล่น เพียเจท์ได้ให้ความสำคัญของการเล่นไว้ 3 ประการ คือ การเล่นมีบทบาทช่วยให้เด็กได้ระบายอารมณ์ เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม และเกิดการเรียนรู้ทางสังคม
          เบญจา แสงมะลิ (2521) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเล่นไว้ว่า การเล่นช่วยส่งเสริมให้เด็ก
ได้สังเกต มีไหวพริบ มีความคิดสร้างสรรค์ มีพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์และสังคมที่ดี ให้เด็กรู้จักใช้
เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และช่วยส่งเสริมความพร้อมของเด็กที่จะเรียนหนังสือต่อไป
          ภรณี คุรุรัตนะ (2535) กล่าวว่า การเล่นเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กมีความสามารถต่าง ๆ ทั้ง
ด้านการรับรู้ คือ ความสามารถในการถ่ายทอดสิ่งเร้าไปยังสมอง การเป็นตัวของตัวเอง การเล่นจะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเรียนรู้ จากการแสดงออกที่อิสระ
          จากที่กล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า การเล่นมีความสำคัญและประโยชน์ต่อเด็กอนุบาลเป็น
อย่างยิ่งทั้งในด้านร่างกาย เนื่องจากการเล่นช่วยให้เด็กใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กได้อย่าง
คล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน ด้านอารมณ์และจิตใจช่วยให้เด็กร่าเริงแจ่มใสและมีความสุข ด้าน
สังคมช่วยปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมมีวินัยในตนเอง ความรับผิดชอบ สร้างความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและ
ผู้อื่น ความสามารถในการเล่นร่วมกับผู้อื่น และด้านสติปัญญาช่วยให้เด็กมีความสามารถในการคิดการ
แก้ปัญหามีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการใช้ภาษาสื่อสาร ซึ่งการจัด
ประสบการณ์ให้เด็กได้เล่นและช่วยให้เด็กได้รับการส่งเสริมพัฒนาการครอบคลุมทุกด้าน

                                                                            www.kid-dtoys.com