Translate

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประสาทสัมผัสฝึกได้ในทุกๆวันของชีวิต

อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBizCenter.com

ประสาทสัมผัสกับการเรียนรู้

     ระบบประสาทสัมผัส เริ่มทำงานตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์แล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์นัก และต้องการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ

ฝึกประสาทสัมผัสเจ้าตัวน้อย

     การฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ต้องเข้าใจพัฒนาการแต่ละช่วงวัยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสมที่สุด

แรกเกิด - 3 เดือน ให้นมลูก

     ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสให้ลูกอย่างครบถ้วน ทั้งการได้รับไออุ่น การกอดสัมผัส ได้กลิ่นกายและได้ยินเสียงหัวใจ คุ้นชินรสชาติพร้อมทั้งมองหน้าแม่ที่ยิ้มอยู่ตรงหน้า

3 - 6 เดือน คว้า จับ กับของเล่น

     เริ่มจับ คว้า เปล่งเสียง สบตา เล่น การให้คุณพ่อคุณแม่พูดคุยกับลูกทุกวัน นวดตัวลูกหลังอาบน้ำ จะช่วยกระตุ้นประสาทให้ลูก และอาจเพิ่มด้วยของเล่นต่างๆ เช่น โมบายสีสดใส กล่องดนตรี ของเล่นที่มีผิวสัมผัส

6 เดือน - 1 ปี ลิ้มรสกระตุ้นสัมผัส

     เริ่มนั่ง คลาน เกาะ ยืน จับจ้องมองริมฝีปากผู้คนขณะพูด เชื่อมโยงระดับเสียงสูงต่ำ ลิ้มรสชาติอาหารอ่อนๆได้ รวมทั้งกลิ่นและผิวสัมผัส การพาลูกนั่งรถเข็นชมต้นไม้ ฟังเสียงนกร้อง หรือหาหนังสือนิทานนุ่มนิ่มให้ลูกสัมผัส ดูภาพ ฟังเสียง จะช่วยส่งเสริมประสาทสัมผัสต่างๆให้ดียิ่งขึ้น

1 - 2 ปี กระตุ้นผ่านชีวิตประจำวัน
     เริ่มเตาะแตะ เรียนรู้ภาษา การกระตุ้นประสาทสัมผัสในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ ควรหากิจกรรมต่างๆทำกับลูก เช่น


  • กระตุ้นการฟังด้วยเสียง,นิทาน 
  • กระตุ้นการได้กลิ่นด้วยการสอนแยกแยะกลิ่นหอม-เหม็น
  • กระตุ้นการรับรู้ร้อน-เย็น อ่อน-แข็ง ด้วยของเล่น
  • กระตุ้นการรับรสชาติด้วย ผลไม้รสเปรี้ยว หวาน เค็ม 
2 - 3 ปี หลากหลายของเล่นพัฒนาประสาทสัมผัส
     วัยนี้สามารถแยกของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ว่าเหมือนหรือแตกต่าง สิ่งไหนเรียกอย่างไร เล่นอย่างไร จับอย่างไร รวมทั้งขนาด สี รูปทรง สามารถส่งเสริมทักษะต่างๆได้ เช่น 
  • ฝึกแยกแยะรูปทรง สี ด้วยของเล่นทรงต่างๆ 
  • ฝึกรับรู้รสชาติ กลิ่น ผิวสัมผัส ด้วยการเล่นเกมดมกลิ่นผลไม้ เป็นต้น
     หากคุณเข้าใจหลักการฝึกประสาทสัมผัสและสอดประสานกิจกรรมเข้าไปในวิถีชีวิตอย่างเหมาะสมกับช่วงวัยของลูก จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี และช่วยหล่อหลอมเป็นบุคลิกภาพ ความคิด และตัวตนของลูกเมื่อเติบโตขึ้นด้วย

บทความอื่นๆที่น่าใจ

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

8 เคล็บลับ ทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น

อ้างอิงจาก : Guru.thaibizcenter.com



8 เคล็บลับ ทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น

1. ใช้เสียงกล่อม
   ลูกมักต้องการความอบอุ่นและความใกล้ชิด คุณอาจกล่อมลูกด้วยเสียงเพลง หากยังไม่ยอมหลับควรอุ้มลูกมากอดแนบอกและร้องเพลงกล่อม
2. ห่อตัวลูกด้วยผ้า
   ผิวเด็กรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ง่าย ควรห่อลูกด้วยผ้าเพื่อให้เด็กรู้สึกอบอุ่น
3. ลูบท้องเด็ก
   ลูกอาจนอนไม่หลับเพราะเสียงจากท้อง คุณควรอุ้มลูกไปวางที่เตียงแล้วลูบท้องวนตามเข็มนาฬิกา
4. ลดแสงสว่างในห้อง
   ควรดับไฟทุกดวงในห้องเพื่อให้ลูกหลับสนิท
5. ปรับเวลากิจวัตรให้ตรงกันทุกวัน
   กิจวัตรของเด็กมักจะเป็น ตื่นนอน ทานข้าว เล่น พักผ่อน เมื่อลูกตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน คุณควรปรับเวลาแต่ละอย่างแต่ละวันให้ตรงกัน ถ้าทำได้สัก 2 อาทิตย์ สมองของลูกจะรับรู้เวลาและเป็นไปโดยอัตโนมัติ เช่นเมื่อถึงเวลานอนลูกก็จะเข้านอนทันที
6. ให้ลูกอิ่มก่อนนอน
   ควรให้ลูกทานอาหารอ่อนๆสำหรับเด็กเล็กน้อย
7.ขัดตัวให้ลูก
   ลูกอาจรู้สึกอึดอัดจากเหงื่อและคราบสกปรก คุณควรขัดตัวให้ลูก 1-2 ครั้ง/อาทิตย์
8. ให้ลูกนอนในเตียงเด็ก
   หากคุณพาลูกออกข้างนอกแล้วลูกง่วง คุณควรทำให้ลูกตื่นตลอดเวลา แล้วค่อยพากลับมานอนบ้าน เพื่อไม่ให้ลูกติดนิสัยการนอนผิดที่ผิดเวลา

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

อ้างอิงจาก : Theasianparent.com

       

แก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

เด็กที่เป็นโรคอ้วน คือเด็กที่มีน้ำหนักเกินกว่าน้ำหนักมาตราฐาน 20 % วัดตามเกณฑ์อายุและส่วนสูง   เด็กที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูง ซึ่งโรคนี้เป็นต้นเหตุของโรคและปัญหาอื่นๆอีกมากมาย

ทำไมเด็กจึงอ้วน

ไม่ออกกำลังกาย : ปัจจุบันพ่อแม่มักส่งลูกไปเนอส์เซอรี่ แทนที่เด็กจะได้วิ่งเล่นอยู่ที่บ้าน

อาหารขยะ : โลกเราอุดมไปด้วยอาหารสำเร็จรูปและอาหารขยะซึ่งมักมีสารเคมี ไขมัน น้ำตาล สารกันบูดเยอะจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย   ซึ่งสารเหล่านี้จะเก็บไว้ในรูปของไขมัน
กินเยอะเกินไป : พ่อแม่ควรควบคุมปริมาณอาหารที่ลูกกินให้พอดี

ควรทำอย่างไร

- ให้ลูกวิ่งเล่นอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง

- ลดน้ำตาลในอาหาร เก็บลูกอม ไอศกรีม ขนมหวานไว้สำหรับโอกาสพิเศษ
- ปรุงอาหารจากของสด หลีกเลี่ยงอาหารกล่อง อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป
- ควบคุมปริมาณอาหารให้พอเหมาะ
- ให้ลูกกินขนมที่มีประโยชน์ อย่าพยายามให้ลูกลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร
- ไม่ใช้อาหารเป็นของล่อหรือรางวัล

บทความอื่นๆ

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การออกกำลังกายในเด็ก

อ้างอิงจาก : trueปลูกปัญญา

ปัญหาเด็กอ้วนเป็นปัญหาของทุกประเทศรวมถึงประเทศไทยซึ่งปัญหานี้เกิดจากขาดการออกกำลังกายและการรับประทานอาหาร   บทความนี้จึงนำเสนอตัวอย่างการเล่นและการออกกำลังกายของเด็กเพื่อให้พ่อแม่ชักชวนลูกน้อยมาเล่นกัน!!!


 

  1. นั่งบนพื้นแยกเท้าทั้งสองข้าง ให้เด็กวิ่งรอบตัวท่านและกระโดดข้ามเท้า   ท่านอาจยกตัวท่านเพื่อให้เด็กลอดใต้

    2. ให้เด็กใช้มือทั้งสองข้างถือไม้แล้วยกเท้าข้าไม้ แล้วยกออกท่าสลับกัน

     3. ให้เด็กกระโดดข้ามไม้ โดยอาจเพิ่มความสูงขึ้น-ลงสลับไปมา
4. กระโดดข้ามห้วย โดยนำผ้าเช็ดตัวมาวางไว้บนพื้นเหมือนลำธาร แล้วให้เด็กกระโดดข้าม อาจเปลี่ยนความกว้างของผ้าเช็ดตัวได้ ที่สำคัญระวังเด็กลื่นล้มด้วย
5. ให้เด็กยืดกล้ามเนื้อ โดยการเอาเท้าไปแตะที่คาง หู หรือเอามือไปจับนิ้วหัวแม่เท้า ไหล่ เป็นต้น 
6. ให้เด็กยืนห่างจากกำแพงเอามือยันดันกำแพง และผ่อนลง เอาจมูกแตะกำแพงทำสลับกัน ให้เด็กลำตัวตรงและส้นเท้าอยู่ติดพื้น
7. ให้เด็กกระโดด โดยจับมือเด็กแล้วให้เด็กกระโดด เด็กเหนื่อยก็ให้หยุด หายเหนื่อยก็กระโดดใหม่ อาจกระโดดสลับกันช้าเร็ว
8. เด็กทูนหัว โดยวางหนังสือบนศรีษะเด็ก แล้วให้เด็กเดินโดยหนังสือบนศรีษะไม่ตก ตอนเริ่มใหม่อาจให้เด็กใช้มือช่วยจับ เปลี่ยนของไปวางไว้ที่ไหล่ หลังมือ ข้อศอก
9. โยกเยก โดยนั่งบนพื้นแยกเท้าออกจากกัน แล้วให้เด็กนั่งแล้วจับมือกัน ให้เด็กนอนแล้วท่านก็ดึงเด็กให้นั่ง แล้วปล่อยให้นอนพร้อมกับร้องโยกเยกเอย โยกเยกเอย
10. ไถนา ให้เด็กนอนคว่ำ แล้วท่านจับข้อเท้าเด็กยกขึ้น ให้เด็กเอามือยันพื้นจนแขนตึง แล้วให้เด็กเดินโดยใช้แขน


11. การทรงตัว โดยให้เด็กยืนเท้าเดียว แล้วนับ 1-4 แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น อาจจะให้ยืนทรงตัวท่าอื่นก็ได้ เช่น ยืนแล้วยกขาไปข้างหน้าหรือข้างหลัง
12. ให้เดินเขย่ง โดยอาจแกว่งแขนหรือเอาของวางไว้บนศรีษะ
13. ทรงตัวบนเท้าข้างเดียว โดยวางของไว้บนจาน 4-5 ชิ้นและวางถังไว้ใกล้กัน ให้เด็กยืนด้วยเท้าข้างเดียวแล้วก้มลงหยิบของในจานไปไว้ในถัง เมื่อเด็กเก่งขึ้นค่อยแยกจานและถังออกห่างกัน
14. มือจรดพื้น ให้เด็กก้มลงเอามือจรดพื้น แล้วค่อยๆก้าวเท้ามาหามือให้ใกล้ที่สุด
15. ตั้งไข่ล้ม โดยนั่งขัดสมาธิ ฝ่าเท้าจรดกัน โดยใช้มือจับให้เด็กโยกไปทางซ้าย-ขวา สลับกัน
16.  กายกรรม ให้เด็กนอนบนโซฟา ยกขาขึ้นและลง โดยต้องให้คางอยู่ชิดอกมากที่สุด ให้ไหล่เป็นตัวรับน้ำหนัก

17. ก้าวขึ้นบันได เมื่อใช้เท้าขวาบอก "ขวา" "ซ้าย" ผู้ใหญ่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
18. เกี่ยวลูกบอล จับมือเด็ก แล้วให้เด็กเอาเท้าเกี่ยวลูกบอลไว้
19. เล่นกับบอล ให้เด็กนั่งแล้วเอาบอลไว้บนศรีษะ ให้เด็กก้มลงแล้วให้บอลอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด
20. โยนบอล ให้ยืนห่างกันแล้วส่งบอลให้กัน อาจโยนให้กันหรือให้บอลกระเด้งพื้น

21. โยนลูกบอลหรืออาจจะปาเครื่องบินกระดาษ