อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/
การเลือกของเล่นที่ดีเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตามศักยภาพของเด็ก
นับเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่ควรคำนึงถึง เนื่องจากวัยเด็กเป็นวัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตโดย
มีของเล่นเป็นสื่อกลางช่วยเปิดโลกภายในของเด็กออกสู่ภายนอกทำให้เด็กได้ค้นพบความสามารถหรือความถนัดของตนเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กใฝ่เรียนใฝ่รู้ มีความกระตือรือร้น ทว่าการเล่นของเล่นจะปราศจากความหมายถ้าเด็กไม่ได้รับความสนใจเอาใจใส่จากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดในการดูแล เรื่องความปลอดภัย ตลอดจนการชี้แนะหรือเล่นร่วมกับเด็กเมื่อเด็กต้องการ
หลักการเลือกของเล่นสำหรับเด็กปฐมวัยอย่างง่ายๆ 3 ข้อคือ
1. ความปลอดภัยในการเล่น ของเล่นอาจทำด้วยไม้ ผ้า พลาสติก หรือโลหะที่ไม่มีอันตรายเกี่ยวกับผิวสัมผัสที่แหลมคมหรือมีชิ้นส่วนที่หลุดหรือแตกหักง่าย ตลอดจนทำด้วยวัสดุที่ไม่มีพิษมีภัยต่อเด็ก
2. ประโยชน์ในการเล่น ของเล่นที่ดีควรช่วยเร้าความสนใจของเด็กให้อยากรู้อยากเห็น มีสีสันสวยงามสะดุดตาเด็ก มีการออกแบบที่ส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิดและจินตนาการ ช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อการเคลื่อนไหว
3. ประสิทธิภาพในการใช้เล่น ควรมีความยากง่ายเหมาะกับระดับอายุและความสามารถตามพัฒนาการของเด็กของเล่นที่ยากเกินไปจะบั่นทอนความสนใจในการเล่นของเด็กและทำให้เด็กรู้สึกท้อถอยได้ง่าย ส่วนของเล่นที่ง่ายเกินไป ก็ทำให้เด็กเบื่อ ไม่อยากเล่นได้
ของเล่นพลาสติก
Translate
วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556
การเลือกของเล่นที่ดีเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้
วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556
เลี้ยงลูกให้ถูกเพศ
อ้างอิงจาก : พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์ (ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต)
เลี้ยงลูกให้ถูกเพศ
การพัฒนาความรู้สึกเป็นหญิงหรือชายของเด็กเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความละเอียดอ่อน โดยมีองค์ประกอบหลักๆ คือ
1. องค์ประกอบทางชีวภาพ หมายถึง สิ่งที่ติดตัวเด็กมาทางกายตามธรรมชาติ เช่น ลักษณะการทำงานของอวัยวะต่างๆ ระบบฮอร์โมน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าโครงสร้างเล็กๆ บางอย่างในสมองก็ยังมีส่วนในการกำหนดการรับรู้ถึงความเป็นหญิงเป็นชายด้วย
2. องค์ประกอบทางจิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้จากภาวะแวดล้อมหลังคลอดและการเติบโต องค์ประกอบเหล่านี้มีความสำคัญและมีอิทธิพลอย่างมากต่อเด็ก
> การอบรมเลี้ยงดู โดยทั่วไป พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูจะปฏิบัติต่อเด็กหญิงและเด็กชายต่างกันตั้งแต่แรกเกิด เช่น คำพูด การสัมผัสจับต้องตัวเด็ก การเลือกเสื้อผ้า ของเล่นหรือของใช้ เป็นต้น นอกจากนั้น การสั่งสอนอบรมด้วยคำพูดและการชมเชยก็มีส่วนส่งเสริมพฤติกรรมและความชัดเจนในเพศของตนให้แก่เด็ก เช่น เป็นเด็กผู้หญิงต้องเรียบร้อย เป็นผู้ชายต้องเข้มแข็ง
> ต้นแบบที่สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ของเด็กนั่นเอง ทั้งธรรมชาติและการเลี้ยงดูที่เหมาะสมมักหล่อหลอมให้เด็กหญิงยึดถือแม่เป็นแบบอย่าง ขณะที่เด็กชายจะเลียนแบบบทบาทจากพ่อ หลายการศึกษาพบว่าลูกที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อและแม่จะมีแนวโน้มการเกิดปัญหาพัฒนาการทางเพศเหล่านี้ต่ำกว่าเด็กๆ ที่เติบโตจากครอบครัวที่มีปัญหาความขัดแย้ง การถูกทอดทิ้งหรือปัญหาความรุนแรง
> สภาพแวดล้อมที่เด็กเติบโต เช่น เด็กหญิงบางคนที่เติบโตท่ามกลางเด็กชายทั้งหมด อาจได้รับอิทธิพลต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมให้ต้องการแสดงออกแบบเพศชาย ขณะที่เด็กชายบางคนมีพี่น้องหรือญาติผู้ใกล้ชิดห้อมล้อมเป็นผู้หญิงหมดอาจทำให้ท่าทีพฤติกรรมคล้ายผู้หญิงมากขึ้น เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมเป็นเพียงปัจจัยเล็กๆ เท่านั้น
หนูเป็นหญิง..หรือเป็นชาย...
จากปัจจัยต่างๆข้างต้น จะนำไปสู่นามธรรมความรู้สึกของเด็กๆ ว่าตนมีความเป็นหญิงหรือชาย ความรู้สึกเช่นนี้จะแสดงออกเป็นลักษณะการแต่งกาย การพูด หรือพฤติกรรมต่างๆ โดยไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอวัยวะเพศภายนอกที่มองเห็นได้ตั้งแต่แรกเกิดเพียงเท่านั้น แต่ยังมีที่มาซึ่งเป็นแก่นแท้ภายในจิตใจของคนๆ นั้นเป็นแรงผลักดันเกี่ยวข้องสำคัญอีก 3 ส่วน คือ
1. ความสำนึกว่าตนเองเป็นหญิงหรือชาย เป็นความรู้สึกนึกคิดในใจของคนๆ นั้นหรือการมองตนเองว่าเป็นเพศใด ความรู้สึกนี้จะค่อยเกิดขึ้น หรือเริ่มพัฒนามาตั้งแต่วัยทารก จนเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนแน่นอนเมื่ออายุ 2-3 ปี
โดยจะสังเกตได้ว่าเด็กวัยนี้มักจะบอกเพศที่แท้จริงของตนว่าเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชาย
2. พฤติกรรมประจำเพศ การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดบทบาทหรือพฤติกรรมประจำเพศ โดยวัฒนธรรมส่วนใหญ่จะแบ่งบทบาทหญิงชายออกจากกัน เช่น เด็กหญิงถูกกำหนดว่าต้องพูดจามีหางเสียง
ลงท้ายด้วย “คะ ขา” มีน้ำเสียงอ่อนโยน นุ่งกระโปรงได้และเหมาะกับสีชมพูมากกว่า ขณะที่เด็กชายควรพูดลงท้ายด้วยคำว่า “ครับ” มีน้ำเสียงและบุคลิกเข้มแข็งกว่าเด็กหญิง โดยเด็กหญิงและชายจะเรียนรู้และแบ่งแยกพฤติกรรมทางเพศรวมทั้งมีการแสดงออกเหล่านี้ที่ลงตัวชัดเจนเมื่ออายุประมาณ 5 ขวบ
3. ความพึงพอใจทางเพศและการเลือกเพศของคู่ครอง โดยทั่วไป เมื่อเติบโตจนเป็นวัยรุ่นหรือใกล้ถึงวัยเจริญพันธุ์ ความสนใจทางเพศจะเริ่มเกิดขึ้น มนุษย์มักจะมีความสนใจเพศตรงข้ามเพื่อก้าวสู่การเป็นคู่ครองหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วย (heterosexuality) แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่แตกต่างไปเพราะสนใจเพศเดียวกันหรือต้องการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกัน ที่มักจะคุ้นเคยกันว่าเป็นภาวะรักร่วมเพศ (homosexuality) นอกจากนั้นยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่พึงพอใจต่อการมีความสัมพันธ์ทางเพศได้ทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน (bisexuality) ความต้องการเหล่านี้จะแสดงออกโดยไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับสำนึกความเป็นหญิงชายหรือพฤติกรรมประจำเพศของคนๆนั้นก็ได้ นอกจากนี้ วัยรุ่นหลายคน ก็ยังเลือกที่จะปิดบังเรื่องความพึงพอใจทางเพศที่แตกต่างจากที่พ่อแม่คาดหวังไว้เป็นเรื่องส่วนตัว
เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ผิดเพศ
เมื่อทราบถึงที่มาของพัฒนาการทางเพศและความรู้สึกที่แตกต่างของหญิง ชาย แล้ว คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มมองเห็นโอกาสชัดเจนขึ้นในการเตรียมการและเลี้ยงดูลูกรักให้เติบโตอย่างมีความสุข มีบทบาทและพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม โดยมีแนวทางดังนี้
> มีการฝากครรภ์ที่ถูกต้องเพื่อการป้องกันไม่ให้มีปัญหาทางกาย ที่รบกวนการพัฒนาลูกน้อยในครรภ์ และแม่ได้รับความรู้ในการดูแลตนเอง ลดความเสี่ยงจากการรับสารเคมีหรือฮอร์โมนเพศจากภายนอกที่เพิ่มความเสี่ยง
> หากลูกเกิดมามีอวัยวะเพศก้ำกึ่งเป็น 2 นัย ควรรีบปรึกษาแพทย์ ให้แน่ชัดว่าเด็กควรถูกเลี้ยงให้เป็นเด็กหญิงหรือชาย จึงจะเหมาะสมที่สุดกับธรรมชาติที่ได้มา การตัดสินใจนี้ควรเป็นไปโดยเร็วที่สุดภายในขวบปีแรก เพื่อการเลี้ยงดูที่ชัดเจน ไม่สับสนซึ่งจะส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางเพศและจิตใจที่สมบูรณ์
> พ่อแม่ควรเลี้ยงเด็กตามเพศจริงที่เกิดมา คือ เด็กหญิงควรเลี้ยงแบบเด็กหญิง เด็กชายควรเลี้ยงแบบเด็กชาย ไม่เลี้ยงลูกตามความปรารถนาเพียงเพื่อชดเชยความหวังของพ่อแม่ เช่น พ่อแม่ที่มีลูกชายจำนวนมากแล้วต้องการมีลูกสาวมาก จึงจับลูกชายคนสุดท้องแต่งตัวเป็นหญิง เลี้ยงแบบเด็กหญิงจนเด็กเกิดบทบาททางเพศที่เป็นปัญหาเมื่อเติบโตขึ้น
> พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในพ่อแม่และสามารถยึดถือเป็นแบบอย่างบทบาททางเพศได้
> พ่อ แม่ ลูก ควรมีความสัมพันธ์ที่ดีและอบอุ่น เด็กมีโอกาสใกล้ชิด ใช้ชีวิตร่วมกัน เรียนรู้การปฏิบัติที่เหมาะสมต่อกันในครอบครัว อีกทั้งลูกยังได้ตระหนักถึงการมีพ่อแม่เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาที่ดีที่สุดในทุกเรื่อง นอกจากนี้ หากลูกมีปัญหาใดๆ รบกวนต่อการมีบทบาททางเพศที่เหมาะสมหรืออื่นๆ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เด็ก นักจิตวิทยาหรือกุมารแพทย์ เพื่อส่งเสริมให้ลูกมีทุกย่างก้าวการเติบโตที่สมบูรณ์ที่สุดต่อไป
ข้อดีของการเล่น
เลี้ยงลูกให้ถูกเพศ
การพัฒนาความรู้สึกเป็นหญิงหรือชายของเด็กเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความละเอียดอ่อน โดยมีองค์ประกอบหลักๆ คือ
1. องค์ประกอบทางชีวภาพ หมายถึง สิ่งที่ติดตัวเด็กมาทางกายตามธรรมชาติ เช่น ลักษณะการทำงานของอวัยวะต่างๆ ระบบฮอร์โมน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าโครงสร้างเล็กๆ บางอย่างในสมองก็ยังมีส่วนในการกำหนดการรับรู้ถึงความเป็นหญิงเป็นชายด้วย
2. องค์ประกอบทางจิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้จากภาวะแวดล้อมหลังคลอดและการเติบโต องค์ประกอบเหล่านี้มีความสำคัญและมีอิทธิพลอย่างมากต่อเด็ก
> การอบรมเลี้ยงดู โดยทั่วไป พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูจะปฏิบัติต่อเด็กหญิงและเด็กชายต่างกันตั้งแต่แรกเกิด เช่น คำพูด การสัมผัสจับต้องตัวเด็ก การเลือกเสื้อผ้า ของเล่นหรือของใช้ เป็นต้น นอกจากนั้น การสั่งสอนอบรมด้วยคำพูดและการชมเชยก็มีส่วนส่งเสริมพฤติกรรมและความชัดเจนในเพศของตนให้แก่เด็ก เช่น เป็นเด็กผู้หญิงต้องเรียบร้อย เป็นผู้ชายต้องเข้มแข็ง
> ต้นแบบที่สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ของเด็กนั่นเอง ทั้งธรรมชาติและการเลี้ยงดูที่เหมาะสมมักหล่อหลอมให้เด็กหญิงยึดถือแม่เป็นแบบอย่าง ขณะที่เด็กชายจะเลียนแบบบทบาทจากพ่อ หลายการศึกษาพบว่าลูกที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อและแม่จะมีแนวโน้มการเกิดปัญหาพัฒนาการทางเพศเหล่านี้ต่ำกว่าเด็กๆ ที่เติบโตจากครอบครัวที่มีปัญหาความขัดแย้ง การถูกทอดทิ้งหรือปัญหาความรุนแรง
> สภาพแวดล้อมที่เด็กเติบโต เช่น เด็กหญิงบางคนที่เติบโตท่ามกลางเด็กชายทั้งหมด อาจได้รับอิทธิพลต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมให้ต้องการแสดงออกแบบเพศชาย ขณะที่เด็กชายบางคนมีพี่น้องหรือญาติผู้ใกล้ชิดห้อมล้อมเป็นผู้หญิงหมดอาจทำให้ท่าทีพฤติกรรมคล้ายผู้หญิงมากขึ้น เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมเป็นเพียงปัจจัยเล็กๆ เท่านั้น
หนูเป็นหญิง..หรือเป็นชาย...
จากปัจจัยต่างๆข้างต้น จะนำไปสู่นามธรรมความรู้สึกของเด็กๆ ว่าตนมีความเป็นหญิงหรือชาย ความรู้สึกเช่นนี้จะแสดงออกเป็นลักษณะการแต่งกาย การพูด หรือพฤติกรรมต่างๆ โดยไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอวัยวะเพศภายนอกที่มองเห็นได้ตั้งแต่แรกเกิดเพียงเท่านั้น แต่ยังมีที่มาซึ่งเป็นแก่นแท้ภายในจิตใจของคนๆ นั้นเป็นแรงผลักดันเกี่ยวข้องสำคัญอีก 3 ส่วน คือ
1. ความสำนึกว่าตนเองเป็นหญิงหรือชาย เป็นความรู้สึกนึกคิดในใจของคนๆ นั้นหรือการมองตนเองว่าเป็นเพศใด ความรู้สึกนี้จะค่อยเกิดขึ้น หรือเริ่มพัฒนามาตั้งแต่วัยทารก จนเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนแน่นอนเมื่ออายุ 2-3 ปี
โดยจะสังเกตได้ว่าเด็กวัยนี้มักจะบอกเพศที่แท้จริงของตนว่าเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชาย
2. พฤติกรรมประจำเพศ การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดบทบาทหรือพฤติกรรมประจำเพศ โดยวัฒนธรรมส่วนใหญ่จะแบ่งบทบาทหญิงชายออกจากกัน เช่น เด็กหญิงถูกกำหนดว่าต้องพูดจามีหางเสียง
ลงท้ายด้วย “คะ ขา” มีน้ำเสียงอ่อนโยน นุ่งกระโปรงได้และเหมาะกับสีชมพูมากกว่า ขณะที่เด็กชายควรพูดลงท้ายด้วยคำว่า “ครับ” มีน้ำเสียงและบุคลิกเข้มแข็งกว่าเด็กหญิง โดยเด็กหญิงและชายจะเรียนรู้และแบ่งแยกพฤติกรรมทางเพศรวมทั้งมีการแสดงออกเหล่านี้ที่ลงตัวชัดเจนเมื่ออายุประมาณ 5 ขวบ
3. ความพึงพอใจทางเพศและการเลือกเพศของคู่ครอง โดยทั่วไป เมื่อเติบโตจนเป็นวัยรุ่นหรือใกล้ถึงวัยเจริญพันธุ์ ความสนใจทางเพศจะเริ่มเกิดขึ้น มนุษย์มักจะมีความสนใจเพศตรงข้ามเพื่อก้าวสู่การเป็นคู่ครองหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วย (heterosexuality) แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่แตกต่างไปเพราะสนใจเพศเดียวกันหรือต้องการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกัน ที่มักจะคุ้นเคยกันว่าเป็นภาวะรักร่วมเพศ (homosexuality) นอกจากนั้นยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่พึงพอใจต่อการมีความสัมพันธ์ทางเพศได้ทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน (bisexuality) ความต้องการเหล่านี้จะแสดงออกโดยไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับสำนึกความเป็นหญิงชายหรือพฤติกรรมประจำเพศของคนๆนั้นก็ได้ นอกจากนี้ วัยรุ่นหลายคน ก็ยังเลือกที่จะปิดบังเรื่องความพึงพอใจทางเพศที่แตกต่างจากที่พ่อแม่คาดหวังไว้เป็นเรื่องส่วนตัว
เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ผิดเพศ
เมื่อทราบถึงที่มาของพัฒนาการทางเพศและความรู้สึกที่แตกต่างของหญิง ชาย แล้ว คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มมองเห็นโอกาสชัดเจนขึ้นในการเตรียมการและเลี้ยงดูลูกรักให้เติบโตอย่างมีความสุข มีบทบาทและพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม โดยมีแนวทางดังนี้
> มีการฝากครรภ์ที่ถูกต้องเพื่อการป้องกันไม่ให้มีปัญหาทางกาย ที่รบกวนการพัฒนาลูกน้อยในครรภ์ และแม่ได้รับความรู้ในการดูแลตนเอง ลดความเสี่ยงจากการรับสารเคมีหรือฮอร์โมนเพศจากภายนอกที่เพิ่มความเสี่ยง
> หากลูกเกิดมามีอวัยวะเพศก้ำกึ่งเป็น 2 นัย ควรรีบปรึกษาแพทย์ ให้แน่ชัดว่าเด็กควรถูกเลี้ยงให้เป็นเด็กหญิงหรือชาย จึงจะเหมาะสมที่สุดกับธรรมชาติที่ได้มา การตัดสินใจนี้ควรเป็นไปโดยเร็วที่สุดภายในขวบปีแรก เพื่อการเลี้ยงดูที่ชัดเจน ไม่สับสนซึ่งจะส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางเพศและจิตใจที่สมบูรณ์
> พ่อแม่ควรเลี้ยงเด็กตามเพศจริงที่เกิดมา คือ เด็กหญิงควรเลี้ยงแบบเด็กหญิง เด็กชายควรเลี้ยงแบบเด็กชาย ไม่เลี้ยงลูกตามความปรารถนาเพียงเพื่อชดเชยความหวังของพ่อแม่ เช่น พ่อแม่ที่มีลูกชายจำนวนมากแล้วต้องการมีลูกสาวมาก จึงจับลูกชายคนสุดท้องแต่งตัวเป็นหญิง เลี้ยงแบบเด็กหญิงจนเด็กเกิดบทบาททางเพศที่เป็นปัญหาเมื่อเติบโตขึ้น
> พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในพ่อแม่และสามารถยึดถือเป็นแบบอย่างบทบาททางเพศได้
> พ่อ แม่ ลูก ควรมีความสัมพันธ์ที่ดีและอบอุ่น เด็กมีโอกาสใกล้ชิด ใช้ชีวิตร่วมกัน เรียนรู้การปฏิบัติที่เหมาะสมต่อกันในครอบครัว อีกทั้งลูกยังได้ตระหนักถึงการมีพ่อแม่เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาที่ดีที่สุดในทุกเรื่อง นอกจากนี้ หากลูกมีปัญหาใดๆ รบกวนต่อการมีบทบาททางเพศที่เหมาะสมหรืออื่นๆ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เด็ก นักจิตวิทยาหรือกุมารแพทย์ เพื่อส่งเสริมให้ลูกมีทุกย่างก้าวการเติบโตที่สมบูรณ์ที่สุดต่อไป
ข้อดีของการเล่น
วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556
ลูก......อยู่ในสายตาตลอดเวลาหรือไม่
อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBizCenter.com
ทำอย่างไร.........เมื่อลูกอยู่นอกสายตา?
ต้องฝึกให้ดี........ยามเมื่อเผชิญคนแปลกหน้า
ฝึกทักษะชีวิตให้ลูกรู้จักป้องกันตัวเองให้ได้ โดยพูดสั่งสอนย้ำวิธีแก้ปัญหาถ้าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้
อุบัติภัยใดๆ.........ฝึกให้รู้จักระวัง
โดยเฉพาะอุบัติเหตุรถ เช่น สอนให้รู้จักขึ้น-ลงรถ โดยให้รถจอดสนิทก่อน , อย่าเล่นซนในรถ , สอนให้ข้ามถนน
ตั้งโจทย์.........ฝึกลูกแก้ไขปัญหาล่วงหน้า
เช่น ถ้าลูกหลงทางกับพ่อแม่ทำอย่างไร ให้ลูกได้คิดและบอกวิธีแก้ไข พ่อแม่ต้องบอกให้ลูกตั้งสติ อย่าตกใจ อย่าร้องไห้ อย่าหวาดกลัว เป็นต้น อาจเล่นเป็นเกมจำลองสถานการณ์ภัยต่างๆ , เล่าข่าวอุบัติเหตุเพื่อให้ลูกได้เตรียมตัวตัดสินใจ ลดอันตรายที่จะตามมา
สนามเด็กเล่น..........ฝึกเล่นแบบระวัง
เด็กวัย 5 - 9 ปี มักได้รับอุบัติเหตุจากสนามเด็กเล่นมากที่สุด พ่อแม่ควรดูแลและสอนให้ลูกเล่นอย่างระวัง พร้อมทั้งตรวจเครื่องเล่นว่าแข็งแรงพอไหม ชำรุดเสียหายไหม พื้นแข็งไปไหม อยู่กลางแจ้งเกินไปไหมเพราะอาจทำให้ลูกผิวไหม้ได้
นุ่มนิ่ม
![]() |
| บันไดลูกคลื่นนุ่มนิ่ม |
ทำอย่างไร.........เมื่อลูกอยู่นอกสายตา?
ต้องฝึกให้ดี........ยามเมื่อเผชิญคนแปลกหน้า
ฝึกทักษะชีวิตให้ลูกรู้จักป้องกันตัวเองให้ได้ โดยพูดสั่งสอนย้ำวิธีแก้ปัญหาถ้าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้
อุบัติภัยใดๆ.........ฝึกให้รู้จักระวัง
โดยเฉพาะอุบัติเหตุรถ เช่น สอนให้รู้จักขึ้น-ลงรถ โดยให้รถจอดสนิทก่อน , อย่าเล่นซนในรถ , สอนให้ข้ามถนน
ตั้งโจทย์.........ฝึกลูกแก้ไขปัญหาล่วงหน้า
เช่น ถ้าลูกหลงทางกับพ่อแม่ทำอย่างไร ให้ลูกได้คิดและบอกวิธีแก้ไข พ่อแม่ต้องบอกให้ลูกตั้งสติ อย่าตกใจ อย่าร้องไห้ อย่าหวาดกลัว เป็นต้น อาจเล่นเป็นเกมจำลองสถานการณ์ภัยต่างๆ , เล่าข่าวอุบัติเหตุเพื่อให้ลูกได้เตรียมตัวตัดสินใจ ลดอันตรายที่จะตามมา
สนามเด็กเล่น..........ฝึกเล่นแบบระวัง
เด็กวัย 5 - 9 ปี มักได้รับอุบัติเหตุจากสนามเด็กเล่นมากที่สุด พ่อแม่ควรดูแลและสอนให้ลูกเล่นอย่างระวัง พร้อมทั้งตรวจเครื่องเล่นว่าแข็งแรงพอไหม ชำรุดเสียหายไหม พื้นแข็งไปไหม อยู่กลางแจ้งเกินไปไหมเพราะอาจทำให้ลูกผิวไหม้ได้
นุ่มนิ่ม
วันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ประสาทสัมผัสฝึกได้ในทุกๆวันของชีวิต
อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBizCenter.com
ประสาทสัมผัสกับการเรียนรู้
ระบบประสาทสัมผัส เริ่มทำงานตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์แล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์นัก และต้องการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ
ฝึกประสาทสัมผัสเจ้าตัวน้อย
การฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ต้องเข้าใจพัฒนาการแต่ละช่วงวัยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสมที่สุด
แรกเกิด - 3 เดือน ให้นมลูก
ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสให้ลูกอย่างครบถ้วน ทั้งการได้รับไออุ่น การกอดสัมผัส ได้กลิ่นกายและได้ยินเสียงหัวใจ คุ้นชินรสชาติพร้อมทั้งมองหน้าแม่ที่ยิ้มอยู่ตรงหน้า
3 - 6 เดือน คว้า จับ กับของเล่น
เริ่มจับ คว้า เปล่งเสียง สบตา เล่น การให้คุณพ่อคุณแม่พูดคุยกับลูกทุกวัน นวดตัวลูกหลังอาบน้ำ จะช่วยกระตุ้นประสาทให้ลูก และอาจเพิ่มด้วยของเล่นต่างๆ เช่น โมบายสีสดใส กล่องดนตรี ของเล่นที่มีผิวสัมผัส
6 เดือน - 1 ปี ลิ้มรสกระตุ้นสัมผัส
เริ่มนั่ง คลาน เกาะ ยืน จับจ้องมองริมฝีปากผู้คนขณะพูด เชื่อมโยงระดับเสียงสูงต่ำ ลิ้มรสชาติอาหารอ่อนๆได้ รวมทั้งกลิ่นและผิวสัมผัส การพาลูกนั่งรถเข็นชมต้นไม้ ฟังเสียงนกร้อง หรือหาหนังสือนิทานนุ่มนิ่มให้ลูกสัมผัส ดูภาพ ฟังเสียง จะช่วยส่งเสริมประสาทสัมผัสต่างๆให้ดียิ่งขึ้น
1 - 2 ปี กระตุ้นผ่านชีวิตประจำวัน
เริ่มเตาะแตะ เรียนรู้ภาษา การกระตุ้นประสาทสัมผัสในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ ควรหากิจกรรมต่างๆทำกับลูก เช่น
บทความอื่นๆที่น่าใจ
ประสาทสัมผัสกับการเรียนรู้
ระบบประสาทสัมผัส เริ่มทำงานตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์แล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์นัก และต้องการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ
ฝึกประสาทสัมผัสเจ้าตัวน้อย
การฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ต้องเข้าใจพัฒนาการแต่ละช่วงวัยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสมที่สุด
แรกเกิด - 3 เดือน ให้นมลูก
ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสให้ลูกอย่างครบถ้วน ทั้งการได้รับไออุ่น การกอดสัมผัส ได้กลิ่นกายและได้ยินเสียงหัวใจ คุ้นชินรสชาติพร้อมทั้งมองหน้าแม่ที่ยิ้มอยู่ตรงหน้า
3 - 6 เดือน คว้า จับ กับของเล่น
เริ่มจับ คว้า เปล่งเสียง สบตา เล่น การให้คุณพ่อคุณแม่พูดคุยกับลูกทุกวัน นวดตัวลูกหลังอาบน้ำ จะช่วยกระตุ้นประสาทให้ลูก และอาจเพิ่มด้วยของเล่นต่างๆ เช่น โมบายสีสดใส กล่องดนตรี ของเล่นที่มีผิวสัมผัส
6 เดือน - 1 ปี ลิ้มรสกระตุ้นสัมผัส
เริ่มนั่ง คลาน เกาะ ยืน จับจ้องมองริมฝีปากผู้คนขณะพูด เชื่อมโยงระดับเสียงสูงต่ำ ลิ้มรสชาติอาหารอ่อนๆได้ รวมทั้งกลิ่นและผิวสัมผัส การพาลูกนั่งรถเข็นชมต้นไม้ ฟังเสียงนกร้อง หรือหาหนังสือนิทานนุ่มนิ่มให้ลูกสัมผัส ดูภาพ ฟังเสียง จะช่วยส่งเสริมประสาทสัมผัสต่างๆให้ดียิ่งขึ้น
1 - 2 ปี กระตุ้นผ่านชีวิตประจำวัน
เริ่มเตาะแตะ เรียนรู้ภาษา การกระตุ้นประสาทสัมผัสในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ ควรหากิจกรรมต่างๆทำกับลูก เช่น
- กระตุ้นการฟังด้วยเสียง,นิทาน
- กระตุ้นการได้กลิ่นด้วยการสอนแยกแยะกลิ่นหอม-เหม็น
- กระตุ้นการรับรู้ร้อน-เย็น อ่อน-แข็ง ด้วยของเล่น
- กระตุ้นการรับรสชาติด้วย ผลไม้รสเปรี้ยว หวาน เค็ม
2 - 3 ปี หลากหลายของเล่นพัฒนาประสาทสัมผัส
วัยนี้สามารถแยกของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ว่าเหมือนหรือแตกต่าง สิ่งไหนเรียกอย่างไร เล่นอย่างไร จับอย่างไร รวมทั้งขนาด สี รูปทรง สามารถส่งเสริมทักษะต่างๆได้ เช่น
- ฝึกแยกแยะรูปทรง สี ด้วยของเล่นทรงต่างๆ
- ฝึกรับรู้รสชาติ กลิ่น ผิวสัมผัส ด้วยการเล่นเกมดมกลิ่นผลไม้ เป็นต้น
หากคุณเข้าใจหลักการฝึกประสาทสัมผัสและสอดประสานกิจกรรมเข้าไปในวิถีชีวิตอย่างเหมาะสมกับช่วงวัยของลูก จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี และช่วยหล่อหลอมเป็นบุคลิกภาพ ความคิด และตัวตนของลูกเมื่อเติบโตขึ้นด้วย
บทความอื่นๆที่น่าใจ
วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556
8 เคล็บลับ ทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น
อ้างอิงจาก : Guru.thaibizcenter.com
1. ใช้เสียงกล่อม
ลูกมักต้องการความอบอุ่นและความใกล้ชิด คุณอาจกล่อมลูกด้วยเสียงเพลง หากยังไม่ยอมหลับควรอุ้มลูกมากอดแนบอกและร้องเพลงกล่อม
2. ห่อตัวลูกด้วยผ้า
ผิวเด็กรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ง่าย ควรห่อลูกด้วยผ้าเพื่อให้เด็กรู้สึกอบอุ่น
3. ลูบท้องเด็ก
ลูกอาจนอนไม่หลับเพราะเสียงจากท้อง คุณควรอุ้มลูกไปวางที่เตียงแล้วลูบท้องวนตามเข็มนาฬิกา
4. ลดแสงสว่างในห้อง
ควรดับไฟทุกดวงในห้องเพื่อให้ลูกหลับสนิท
5. ปรับเวลากิจวัตรให้ตรงกันทุกวัน
กิจวัตรของเด็กมักจะเป็น ตื่นนอน ทานข้าว เล่น พักผ่อน เมื่อลูกตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน คุณควรปรับเวลาแต่ละอย่างแต่ละวันให้ตรงกัน ถ้าทำได้สัก 2 อาทิตย์ สมองของลูกจะรับรู้เวลาและเป็นไปโดยอัตโนมัติ เช่นเมื่อถึงเวลานอนลูกก็จะเข้านอนทันที
6. ให้ลูกอิ่มก่อนนอน
ควรให้ลูกทานอาหารอ่อนๆสำหรับเด็กเล็กน้อย
7.ขัดตัวให้ลูก
ลูกอาจรู้สึกอึดอัดจากเหงื่อและคราบสกปรก คุณควรขัดตัวให้ลูก 1-2 ครั้ง/อาทิตย์
8. ให้ลูกนอนในเตียงเด็ก
หากคุณพาลูกออกข้างนอกแล้วลูกง่วง คุณควรทำให้ลูกตื่นตลอดเวลา แล้วค่อยพากลับมานอนบ้าน เพื่อไม่ให้ลูกติดนิสัยการนอนผิดที่ผิดเวลา
วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
แก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก
อ้างอิงจาก : Theasianparent.com
เด็กที่เป็นโรคอ้วน คือเด็กที่มีน้ำหนักเกินกว่าน้ำหนักมาตราฐาน 20 % วัดตามเกณฑ์อายุและส่วนสูง เด็กที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูง ซึ่งโรคนี้เป็นต้นเหตุของโรคและปัญหาอื่นๆอีกมากมาย
ทำไมเด็กจึงอ้วน
ไม่ออกกำลังกาย : ปัจจุบันพ่อแม่มักส่งลูกไปเนอส์เซอรี่ แทนที่เด็กจะได้วิ่งเล่นอยู่ที่บ้าน
อาหารขยะ : โลกเราอุดมไปด้วยอาหารสำเร็จรูปและอาหารขยะซึ่งมักมีสารเคมี ไขมัน น้ำตาล สารกันบูดเยอะจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งสารเหล่านี้จะเก็บไว้ในรูปของไขมัน
กินเยอะเกินไป : พ่อแม่ควรควบคุมปริมาณอาหารที่ลูกกินให้พอดี
ควรทำอย่างไร
- ให้ลูกวิ่งเล่นอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง
- ลดน้ำตาลในอาหาร เก็บลูกอม ไอศกรีม ขนมหวานไว้สำหรับโอกาสพิเศษ
- ปรุงอาหารจากของสด หลีกเลี่ยงอาหารกล่อง อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป
- ควบคุมปริมาณอาหารให้พอเหมาะ
- ให้ลูกกินขนมที่มีประโยชน์ อย่าพยายามให้ลูกลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร
- ไม่ใช้อาหารเป็นของล่อหรือรางวัล
บทความอื่นๆ
แก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก
เด็กที่เป็นโรคอ้วน คือเด็กที่มีน้ำหนักเกินกว่าน้ำหนักมาตราฐาน 20 % วัดตามเกณฑ์อายุและส่วนสูง เด็กที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูง ซึ่งโรคนี้เป็นต้นเหตุของโรคและปัญหาอื่นๆอีกมากมาย
ทำไมเด็กจึงอ้วน
ไม่ออกกำลังกาย : ปัจจุบันพ่อแม่มักส่งลูกไปเนอส์เซอรี่ แทนที่เด็กจะได้วิ่งเล่นอยู่ที่บ้าน
อาหารขยะ : โลกเราอุดมไปด้วยอาหารสำเร็จรูปและอาหารขยะซึ่งมักมีสารเคมี ไขมัน น้ำตาล สารกันบูดเยอะจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งสารเหล่านี้จะเก็บไว้ในรูปของไขมัน
กินเยอะเกินไป : พ่อแม่ควรควบคุมปริมาณอาหารที่ลูกกินให้พอดี
ควรทำอย่างไร
- ให้ลูกวิ่งเล่นอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง
- ลดน้ำตาลในอาหาร เก็บลูกอม ไอศกรีม ขนมหวานไว้สำหรับโอกาสพิเศษ
- ปรุงอาหารจากของสด หลีกเลี่ยงอาหารกล่อง อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป
- ควบคุมปริมาณอาหารให้พอเหมาะ
- ให้ลูกกินขนมที่มีประโยชน์ อย่าพยายามให้ลูกลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร
- ไม่ใช้อาหารเป็นของล่อหรือรางวัล
บทความอื่นๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







