Translate

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ของเล่นเด็กที่น่าสนใจ ช่วงอายุ 6 เดือน-2 ขวบ

Dreamplay ขอแนะนำของเล่นเด็กที่น่าสนใจ ช่วงอายุ 6 เดือน-2 ขวบ

      คุณพ่อคุณแม่คงเคยสังเกตเห็น ลูกรักของคุณ เริ่มมีพัฒนาการจากการคว่ำนอน และพยายามกระเถิบ ถอย ไปข้างหน้า เพื่อให้ตัวเองเคลื่อนไหวไปอย่างที่ใจคิด  ซึ่งพื้นฐานนี้เป็นการบอกให้เรารู้ว่าอีกไม่นานลูกน้อยของคุณจะเริ่มคลาน และอาจล้มกลิ้ง หรือม้วนตัว เพราะยังไม่สามารถทรงตัวได้ดี แขนขายังไม่แข็งแรงมากนัก อาจได้รับอุบัติเหตุเป็นบาดแผลจากแรงกระแทก เด็กอาจเกิดความกลัว ไม่มั่นใจได้ แต่สิ่งนี้เราสามารถป้องกันให้ลูกน้อยของคุณปลอดภัย และสนุกไปกับการเล่นของเขา
นุ่มนิ่ม
ผจญภัยนุ่มนิ่ม
         ผจญภัยนุ่มนิ่ม ลักษณะเป็นคลื่นคล้ายกับทะเล มีอุโมงค์ลอดเหมือนโดนัทครึ่งชิ้น เพื่อฝึกให้พวกเขาใช้ขาและแขนในการเคลื่อนไหว เสริมสร้างกล้ามเนื้อมัด ให้แข็งแรง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถหาของเล่นที่เขาชอบ วางไว้ปลายทาง จะทำให้เด็กเกิดความพยายาม ของเล่นเป็นพื้นนุ่มนิ่มกันกระแทก สีสันสวยงาม และสีที่ใช้กับของเล่นชิ้นนี้ไม่เป็นพิษต่อเด็กแน่นอน
รั้วพลาสติก
รั้วหลากสี
           รั้วหลากสี  เหมาะกับเด็กที่เริ่มยืน หรือคลาน พวกเขาจำเป็นต้องมีที่เกาะจับเพื่อช่วยการพยุงตัวเหมาะกับสำคุณแม่ที่ต้องทำงานบ้านในเวลาที่ลูกน้อยคุณไม่นอน สามารถให้พวกเขาอยู่ในบริเวณที่คุณคิดว่าปลอดภัย ไม่สามารถไปเล่นซนหรือหยิบจับสิ่งของอันตรายได้ เราสามารถเอาพวกของเล่นอื่นๆชิ้นโปรดของลูกใส่ไว้ในรั้วหลากสีได้ พ่อแม่สามารถเข้าไปเล่านิทาน หรือนั่งเล่นกับลูกได้ สีสีนก็สวยงาม ไม่เป็นอันตรายกับเด็ก

หากท่านสนใจลองดูรายละเอียดได้ทางนี้ค่ะ ผจญภัยนุ่มนิ่ม รั้วหลากสี

===========================================

วันอังคารที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การเลือกเครื่องเล่นตามอายุ

ของเล่นตามวัย


คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงจะเคยสรรหาของเล่นเด็กที่แปลกใหม่ให้กับลูกตัวเองอยู่เสมอ จนบ่อยครั้งที่มักจะเอาเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเล่นของลูกรัก ทำให้เด็กส่วนใหญ่มักจะเงียบ เห็นแก่ตัว  มีการก้าวร้าวกับพ่อแม่ และคนรอบข้าง จนกลายเป็นที่ไม่รักของใครที่พบเห็น แต่เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกรักได้ เมื่อคุณพ่อคุณแม่หันมาใส่ใจกับการเลือกของเล่นเด็กที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูก ในแต่ละช่วงวัย  เพื่อช่วยให้ลูกรักได้รับการสนับสนุนพัฒนาการอย่างเต็มที่ตามช่วงวัย  ดังนี้
ช่วงอายุแรกเกิด-6 เดือน        เด็กเริ่มมีพัฒนาการทางระบบประสาทสัมผัส การมอง การได้ยิน ของเล่นวัยนี้ควรเป็นประเภทแขวนมีเสียงกรุ๊งกริ๊ง มีสีสันสวยงามสดใส เพื่อสะดุดตาเด็ก
ช่วงอายุ 6 เดือน-2 ขวบ เด็กเริ่มเดินด้วยตนเอง คลาน นั่ง แต่ไม่มั่นคงนัก ชอบเกาะ ปีนป่าย จะช่วยในเรื่องแขนขา เพื่อพัฒนาการมากขึ้น ของเล่นวัยนี้ ควรเป็น พวกรถเคลื่อนที่ นุ่มนิ่ม โยกเยกรูปสัตว์ต่างๆ
ช่วงอายุ 2ขวบ-4 ขวบ เป็นวัยอยากรู้อยากเห็น และทรงตัวได้ดี เพราะกล้ามเนื้อแขนขาแข็งแรงขึ้น ชอบกระโดดโลดเต้น ของเล่นวัยนี้ควรเป็น กระดานลื่นตัวใหญ่ เครื่องเล่นสำหรับการปีนป่าย พื้นที่สำหรับเตะลูกบอล  บ้านน้อยรูปแบบและต่างๆ
ช่วงวัย 4ขวบ-6 ขวบ การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น ชอบการเล่นกลางแจ้ง  การเล่นกับเครื่องเล่นสนามขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ปีนป่าย พื้นที่ให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งสนามเด็กเล่น ที่มีเพื่อนเยอะๆ เด็กกลุ่มนี้เน้นการเล่นเป็นกลุ่ม

**เมื่อคุณพ่อคุณแม่ได้ทราบหลักการในการเลือกซื้อของเล่นแล้ว  ก็เริ่มเลือกซื้อสินค้าได้เลยค่ะ**



สนใจสินค้าในภาพ คลิกเลย

====================================================

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข้อดีของการเล่น

ข้อดีของการเล่น



บ่อบอล
บ่อบอลหมีน้อยแสนซน


        การเล่นกับเด็ก เป็นสิ่งที่คู่กันมาตั้งแต่อดีตกาล  ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ อีกทั้งเป็นกิจกรรมที่ให้ความสนุกสนานแก่เด็ก และยังทำให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว ช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์และความรู้ให้แก่เด็ก โดยประสบการณ์ที่เด็กได้รับจากการเล่นจะช่วยให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อตนเอง และผู้อื่น และช่วยให้เด็กสามารถเข้ากับสังคมและผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ดังนั้นการเล่นของเด็กจึงเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาความสามารถด้านต่างๆของเด็ก สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้เมื่อเด็กเติบโตขึ้น

        การเล่นมีประโยชน์มากมายทั้งด้านร่างกาย เพราะการเล่นเป็นการออกกำลังกายแบบหนึ่ง ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงและพัฒนากล้ามเนื้อ จากการเคลื่อนไหวของร่างกาย   ด้านจิตใจและอารมณ์ ให้เด็กได้ซึมซาบถึงสุนทรียภาพของสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำให้เด็กเกิดจินตนาการ รู้จักคิดและแก้ปัญหา เกิดความคิดสร้างสรรค์ เด็กจะเกิดความสนุกสนาน  ในด้านสังคม การเล่นกับผู้อื่น ช่วยให้เด็กอดทน การรอคอยเมื่อต้องเล่นในโรงเรียนหรือที่สาธารณะ รู้จักแบ่งปัน รู้จักแพ้ ชนะ ทำให้เด็กรู้จักปรับตัวอยู่ในสังคมได้  มากไปกว่านั้นเด็กยังได้พัฒนาการทางด้านภาษา เมื่อเด็กได้เล่นกับผู้อื่น ไม่ว่าจะที่โรงเรียนหรือสถานที่ต่างๆ การพูด การใช้ภาษา จะทำให้เด็กคล่องแคล่วภาษามากขึ้น พูดชัดขึ้นจากคนรอบข้างที่เขาสื่อสาร


ดูรายละเอียดได้ทางนี้ค่ะ กดเลย



วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ตั้งครรภ์แล้วต้องทำอย่างไรเมื่อต้องทำงาน

www.playground-th.com

ตั้งครรภ์แล้วต้องทำอย่างไรเมื่อต้องทำงาน

     แม้คุณแม่จะตั้งครรภ์แต่ก็ยังสามารถทำงานได้ เพียงแต่ต้องเพิ่มความระวังให้มากขึ้นทั้งขณะเดินทางและกับงานที่ทำ การทำงานนั้นอาจทำให้คุณแม่ต้องพบกับความเครียด คุณแม่จึงต้องหาวิธีผ่อนคลาย เพราะความเครียดอาจส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ โดยคุณแม่สามารถทำได้ดังนี้
  • หากคุณแม่ทำงานที่ต้องยืนมากในแต่ละวัน ก็ต้องหาเวลานั่งพักบ้าง ขณะพักก็ยกขาขึ้นพาดเก้าอี้บ้าง หรือหากทำงานที่ต้องนั่งนานๆ ก็ให้ลุกยืนหรือเดินบ้างทุกๆ 2 ชั่วโมง จะช่วยให้เลือดได้หมุนเวียนและลดอาการบวมของเท้าของคุณแม่ได้
  • ในช่วงพักกลางวัน อาจหาเวลางีบหลับ หรือหลับตาลงเพื่อพักกาย คลายใจบ้าง
  • ให้ความสำคัญกับอาหารหารกินในแต่ละมื้อ และควรมีอาหารว่างระหว่างมือด้วย เพราะช่วงตั้งครรภ์คุณแม่จะหิวบ่อย อย่าคร่ำเคร่งกับงานจนลืมมื้ออาหาร
  • การแต่งกาย ควรเลือกแบบที่สวมใส่สบาย หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง
  • ควรแจ้งนายจ้าง เพื่อปรับเปลี่ยนการทำงานไม่ให้กระทบกับสุขภาพของคุณแม่และเด็ก เช่น งานกะกลางคืน งานที่ต้องเดินทางบ่อยๆ เป็นต้น
คุณแม่ทุกคนคงรู้แล้วว่าตนเองสามารถใช้สิทธิลาคลอดได้ ตามกฎหมายคุณแม่สามารถหยุดงานได้ไม่เกิน 90 วัน ซึ่งเวลาที่เหมาะสมในการลาคลอดก็คือช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนวันคลอดนั่นเอง 


อ้างอิงจาก http://www.enfababy.com

วันพุธที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การเลือกของเล่นที่ดีเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้

อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/


การเลือกของเล่นที่ดีเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ตามศักยภาพของเด็ก

นับเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่ควรคำนึงถึง เนื่องจากวัยเด็กเป็นวัยที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตโดย
มีของเล่นเป็นสื่อกลางช่วยเปิดโลกภายในของเด็กออกสู่ภายนอกทำให้เด็กได้ค้นพบความสามารถหรือความถนัดของตนเอง และเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กใฝ่เรียนใฝ่รู้ มีความกระตือรือร้น ทว่าการเล่นของเล่นจะปราศจากความหมายถ้าเด็กไม่ได้รับความสนใจเอาใจใส่จากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดในการดูแล เรื่องความปลอดภัย ตลอดจนการชี้แนะหรือเล่นร่วมกับเด็กเมื่อเด็กต้องการ


หลักการเลือกของเล่นสำหรับเด็กปฐมวัยอย่างง่ายๆ 3 ข้อคือ


1. ความปลอดภัยในการเล่น ของเล่นอาจทำด้วยไม้ ผ้า พลาสติก หรือโลหะที่ไม่มีอันตรายเกี่ยวกับผิวสัมผัสที่แหลมคมหรือมีชิ้นส่วนที่หลุดหรือแตกหักง่าย ตลอดจนทำด้วยวัสดุที่ไม่มีพิษมีภัยต่อเด็ก
2. ประโยชน์ในการเล่น ของเล่นที่ดีควรช่วยเร้าความสนใจของเด็กให้อยากรู้อยากเห็น มีสีสันสวยงามสะดุดตาเด็ก มีการออกแบบที่ส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิดและจินตนาการ ช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อการเคลื่อนไหว
3. ประสิทธิภาพในการใช้เล่น ควรมีความยากง่ายเหมาะกับระดับอายุและความสามารถตามพัฒนาการของเด็กของเล่นที่ยากเกินไปจะบั่นทอนความสนใจในการเล่นของเด็กและทำให้เด็กรู้สึกท้อถอยได้ง่าย ส่วนของเล่นที่ง่ายเกินไป ก็ทำให้เด็กเบื่อ ไม่อยากเล่นได้

ของเล่นพลาสติก

วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556

เลี้ยงลูกให้ถูกเพศ

อ้างอิงจาก : พญ. อัมพร เบญจพลพิทักษ์ (ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต)





เลี้ยงลูกให้ถูกเพศ


การพัฒนาความรู้สึกเป็นหญิงหรือชายของเด็กเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความละเอียดอ่อน โดยมีองค์ประกอบหลักๆ คือ 


1. องค์ประกอบทางชีวภาพ หมายถึง สิ่งที่ติดตัวเด็กมาทางกายตามธรรมชาติ เช่น ลักษณะการทำงานของอวัยวะต่างๆ ระบบฮอร์โมน ฯลฯ นอกจากนี้ ยังพบอีกว่าโครงสร้างเล็กๆ บางอย่างในสมองก็ยังมีส่วนในการกำหนดการรับรู้ถึงความเป็นหญิงเป็นชายด้วย


2. องค์ประกอบทางจิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้จากภาวะแวดล้อมหลังคลอดและการเติบโต องค์ประกอบเหล่านี้มีความสำคัญและมีอิทธิพลอย่างมากต่อเด็ก


> การอบรมเลี้ยงดู โดยทั่วไป พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูจะปฏิบัติต่อเด็กหญิงและเด็กชายต่างกันตั้งแต่แรกเกิด เช่น คำพูด การสัมผัสจับต้องตัวเด็ก การเลือกเสื้อผ้า ของเล่นหรือของใช้ เป็นต้น นอกจากนั้น การสั่งสอนอบรมด้วยคำพูดและการชมเชยก็มีส่วนส่งเสริมพฤติกรรมและความชัดเจนในเพศของตนให้แก่เด็ก เช่น เป็นเด็กผู้หญิงต้องเรียบร้อย เป็นผู้ชายต้องเข้มแข็ง

> ต้นแบบที่สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ของเด็กนั่นเอง ทั้งธรรมชาติและการเลี้ยงดูที่เหมาะสมมักหล่อหลอมให้เด็กหญิงยึดถือแม่เป็นแบบอย่าง ขณะที่เด็กชายจะเลียนแบบบทบาทจากพ่อ หลายการศึกษาพบว่าลูกที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อและแม่จะมีแนวโน้มการเกิดปัญหาพัฒนาการทางเพศเหล่านี้ต่ำกว่าเด็กๆ ที่เติบโตจากครอบครัวที่มีปัญหาความขัดแย้ง การถูกทอดทิ้งหรือปัญหาความรุนแรง
> สภาพแวดล้อมที่เด็กเติบโต เช่น เด็กหญิงบางคนที่เติบโตท่ามกลางเด็กชายทั้งหมด อาจได้รับอิทธิพลต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมหล่อหลอมให้ต้องการแสดงออกแบบเพศชาย ขณะที่เด็กชายบางคนมีพี่น้องหรือญาติผู้ใกล้ชิดห้อมล้อมเป็นผู้หญิงหมดอาจทำให้ท่าทีพฤติกรรมคล้ายผู้หญิงมากขึ้น เช่นกัน อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมเป็นเพียงปัจจัยเล็กๆ เท่านั้น

หนูเป็นหญิง..หรือเป็นชาย... 

จากปัจจัยต่างๆข้างต้น จะนำไปสู่นามธรรมความรู้สึกของเด็กๆ ว่าตนมีความเป็นหญิงหรือชาย ความรู้สึกเช่นนี้จะแสดงออกเป็นลักษณะการแต่งกาย การพูด หรือพฤติกรรมต่างๆ โดยไม่ได้ถูกกำหนดด้วยอวัยวะเพศภายนอกที่มองเห็นได้ตั้งแต่แรกเกิดเพียงเท่านั้น แต่ยังมีที่มาซึ่งเป็นแก่นแท้ภายในจิตใจของคนๆ นั้นเป็นแรงผลักดันเกี่ยวข้องสำคัญอีก 3 ส่วน คือ
1. ความสำนึกว่าตนเองเป็นหญิงหรือชาย เป็นความรู้สึกนึกคิดในใจของคนๆ นั้นหรือการมองตนเองว่าเป็นเพศใด ความรู้สึกนี้จะค่อยเกิดขึ้น หรือเริ่มพัฒนามาตั้งแต่วัยทารก จนเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนแน่นอนเมื่ออายุ 2-3 ปี 
โดยจะสังเกตได้ว่าเด็กวัยนี้มักจะบอกเพศที่แท้จริงของตนว่าเป็นเด็กหญิงหรือเด็กชาย
2. พฤติกรรมประจำเพศ การเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดบทบาทหรือพฤติกรรมประจำเพศ โดยวัฒนธรรมส่วนใหญ่จะแบ่งบทบาทหญิงชายออกจากกัน เช่น เด็กหญิงถูกกำหนดว่าต้องพูดจามีหางเสียง 
ลงท้ายด้วย “คะ ขา” มีน้ำเสียงอ่อนโยน นุ่งกระโปรงได้และเหมาะกับสีชมพูมากกว่า ขณะที่เด็กชายควรพูดลงท้ายด้วยคำว่า “ครับ” มีน้ำเสียงและบุคลิกเข้มแข็งกว่าเด็กหญิง โดยเด็กหญิงและชายจะเรียนรู้และแบ่งแยกพฤติกรรมทางเพศรวมทั้งมีการแสดงออกเหล่านี้ที่ลงตัวชัดเจนเมื่ออายุประมาณ 5 ขวบ
3. ความพึงพอใจทางเพศและการเลือกเพศของคู่ครอง โดยทั่วไป เมื่อเติบโตจนเป็นวัยรุ่นหรือใกล้ถึงวัยเจริญพันธุ์ ความสนใจทางเพศจะเริ่มเกิดขึ้น มนุษย์มักจะมีความสนใจเพศตรงข้ามเพื่อก้าวสู่การเป็นคู่ครองหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศด้วย (heterosexuality) แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่แตกต่างไปเพราะสนใจเพศเดียวกันหรือต้องการมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเพศเดียวกัน ที่มักจะคุ้นเคยกันว่าเป็นภาวะรักร่วมเพศ (homosexuality) นอกจากนั้นยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่พึงพอใจต่อการมีความสัมพันธ์ทางเพศได้ทั้งเพศตรงข้ามและเพศเดียวกัน (bisexuality) ความต้องการเหล่านี้จะแสดงออกโดยไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับสำนึกความเป็นหญิงชายหรือพฤติกรรมประจำเพศของคนๆนั้นก็ได้ นอกจากนี้ วัยรุ่นหลายคน ก็ยังเลือกที่จะปิดบังเรื่องความพึงพอใจทางเพศที่แตกต่างจากที่พ่อแม่คาดหวังไว้เป็นเรื่องส่วนตัว

เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ผิดเพศ


เมื่อทราบถึงที่มาของพัฒนาการทางเพศและความรู้สึกที่แตกต่างของหญิง ชาย แล้ว คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มมองเห็นโอกาสชัดเจนขึ้นในการเตรียมการและเลี้ยงดูลูกรักให้เติบโตอย่างมีความสุข มีบทบาทและพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม โดยมีแนวทางดังนี้
> มีการฝากครรภ์ที่ถูกต้องเพื่อการป้องกันไม่ให้มีปัญหาทางกาย ที่รบกวนการพัฒนาลูกน้อยในครรภ์ และแม่ได้รับความรู้ในการดูแลตนเอง ลดความเสี่ยงจากการรับสารเคมีหรือฮอร์โมนเพศจากภายนอกที่เพิ่มความเสี่ยง
> หากลูกเกิดมามีอวัยวะเพศก้ำกึ่งเป็น 2 นัย ควรรีบปรึกษาแพทย์ ให้แน่ชัดว่าเด็กควรถูกเลี้ยงให้เป็นเด็กหญิงหรือชาย จึงจะเหมาะสมที่สุดกับธรรมชาติที่ได้มา การตัดสินใจนี้ควรเป็นไปโดยเร็วที่สุดภายในขวบปีแรก เพื่อการเลี้ยงดูที่ชัดเจน ไม่สับสนซึ่งจะส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางเพศและจิตใจที่สมบูรณ์
> พ่อแม่ควรเลี้ยงเด็กตามเพศจริงที่เกิดมา คือ เด็กหญิงควรเลี้ยงแบบเด็กหญิง เด็กชายควรเลี้ยงแบบเด็กชาย ไม่เลี้ยงลูกตามความปรารถนาเพียงเพื่อชดเชยความหวังของพ่อแม่ เช่น พ่อแม่ที่มีลูกชายจำนวนมากแล้วต้องการมีลูกสาวมาก จึงจับลูกชายคนสุดท้องแต่งตัวเป็นหญิง เลี้ยงแบบเด็กหญิงจนเด็กเกิดบทบาททางเพศที่เป็นปัญหาเมื่อเติบโตขึ้น
> พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจในพ่อแม่และสามารถยึดถือเป็นแบบอย่างบทบาททางเพศได้
> พ่อ แม่ ลูก ควรมีความสัมพันธ์ที่ดีและอบอุ่น เด็กมีโอกาสใกล้ชิด ใช้ชีวิตร่วมกัน เรียนรู้การปฏิบัติที่เหมาะสมต่อกันในครอบครัว อีกทั้งลูกยังได้ตระหนักถึงการมีพ่อแม่เป็นผู้ให้คำแนะนำปรึกษาที่ดีที่สุดในทุกเรื่อง นอกจากนี้ หากลูกมีปัญหาใดๆ รบกวนต่อการมีบทบาททางเพศที่เหมาะสมหรืออื่นๆ คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เด็ก นักจิตวิทยาหรือกุมารแพทย์ เพื่อส่งเสริมให้ลูกมีทุกย่างก้าวการเติบโตที่สมบูรณ์ที่สุดต่อไป


ข้อดีของการเล่น

วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

ลูก......อยู่ในสายตาตลอดเวลาหรือไม่

อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBizCenter.com


บันไดลูกคลื่นนุ่มนิ่ม



ทำอย่างไร.........เมื่อลูกอยู่นอกสายตา?


     ต้องฝึกให้ดี........ยามเมื่อเผชิญคนแปลกหน้า
     ฝึกทักษะชีวิตให้ลูกรู้จักป้องกันตัวเองให้ได้   โดยพูดสั่งสอนย้ำวิธีแก้ปัญหาถ้าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้

     อุบัติภัยใดๆ.........ฝึกให้รู้จักระวัง
     โดยเฉพาะอุบัติเหตุรถ เช่น สอนให้รู้จักขึ้น-ลงรถ โดยให้รถจอดสนิทก่อน , อย่าเล่นซนในรถ , สอนให้ข้ามถนน

     ตั้งโจทย์.........ฝึกลูกแก้ไขปัญหาล่วงหน้า
     เช่น ถ้าลูกหลงทางกับพ่อแม่ทำอย่างไร ให้ลูกได้คิดและบอกวิธีแก้ไข พ่อแม่ต้องบอกให้ลูกตั้งสติ อย่าตกใจ อย่าร้องไห้ อย่าหวาดกลัว เป็นต้น อาจเล่นเป็นเกมจำลองสถานการณ์ภัยต่างๆ , เล่าข่าวอุบัติเหตุเพื่อให้ลูกได้เตรียมตัวตัดสินใจ ลดอันตรายที่จะตามมา

     สนามเด็กเล่น..........ฝึกเล่นแบบระวัง
     เด็กวัย 5 - 9 ปี   มักได้รับอุบัติเหตุจากสนามเด็กเล่นมากที่สุด   พ่อแม่ควรดูแลและสอนให้ลูกเล่นอย่างระวัง พร้อมทั้งตรวจเครื่องเล่นว่าแข็งแรงพอไหม   ชำรุดเสียหายไหม   พื้นแข็งไปไหม   อยู่กลางแจ้งเกินไปไหมเพราะอาจทำให้ลูกผิวไหม้ได้


นุ่มนิ่ม

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประสาทสัมผัสฝึกได้ในทุกๆวันของชีวิต

อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBizCenter.com

ประสาทสัมผัสกับการเรียนรู้

     ระบบประสาทสัมผัส เริ่มทำงานตั้งแต่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์แล้วแต่ยังไม่สมบูรณ์นัก และต้องการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ

ฝึกประสาทสัมผัสเจ้าตัวน้อย

     การฝึกประสาทสัมผัสทั้ง 5 ต้องเข้าใจพัฒนาการแต่ละช่วงวัยเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเหมาะสมที่สุด

แรกเกิด - 3 เดือน ให้นมลูก

     ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสให้ลูกอย่างครบถ้วน ทั้งการได้รับไออุ่น การกอดสัมผัส ได้กลิ่นกายและได้ยินเสียงหัวใจ คุ้นชินรสชาติพร้อมทั้งมองหน้าแม่ที่ยิ้มอยู่ตรงหน้า

3 - 6 เดือน คว้า จับ กับของเล่น

     เริ่มจับ คว้า เปล่งเสียง สบตา เล่น การให้คุณพ่อคุณแม่พูดคุยกับลูกทุกวัน นวดตัวลูกหลังอาบน้ำ จะช่วยกระตุ้นประสาทให้ลูก และอาจเพิ่มด้วยของเล่นต่างๆ เช่น โมบายสีสดใส กล่องดนตรี ของเล่นที่มีผิวสัมผัส

6 เดือน - 1 ปี ลิ้มรสกระตุ้นสัมผัส

     เริ่มนั่ง คลาน เกาะ ยืน จับจ้องมองริมฝีปากผู้คนขณะพูด เชื่อมโยงระดับเสียงสูงต่ำ ลิ้มรสชาติอาหารอ่อนๆได้ รวมทั้งกลิ่นและผิวสัมผัส การพาลูกนั่งรถเข็นชมต้นไม้ ฟังเสียงนกร้อง หรือหาหนังสือนิทานนุ่มนิ่มให้ลูกสัมผัส ดูภาพ ฟังเสียง จะช่วยส่งเสริมประสาทสัมผัสต่างๆให้ดียิ่งขึ้น

1 - 2 ปี กระตุ้นผ่านชีวิตประจำวัน
     เริ่มเตาะแตะ เรียนรู้ภาษา การกระตุ้นประสาทสัมผัสในชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ ควรหากิจกรรมต่างๆทำกับลูก เช่น


  • กระตุ้นการฟังด้วยเสียง,นิทาน 
  • กระตุ้นการได้กลิ่นด้วยการสอนแยกแยะกลิ่นหอม-เหม็น
  • กระตุ้นการรับรู้ร้อน-เย็น อ่อน-แข็ง ด้วยของเล่น
  • กระตุ้นการรับรสชาติด้วย ผลไม้รสเปรี้ยว หวาน เค็ม 
2 - 3 ปี หลากหลายของเล่นพัฒนาประสาทสัมผัส
     วัยนี้สามารถแยกของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้ว่าเหมือนหรือแตกต่าง สิ่งไหนเรียกอย่างไร เล่นอย่างไร จับอย่างไร รวมทั้งขนาด สี รูปทรง สามารถส่งเสริมทักษะต่างๆได้ เช่น 
  • ฝึกแยกแยะรูปทรง สี ด้วยของเล่นทรงต่างๆ 
  • ฝึกรับรู้รสชาติ กลิ่น ผิวสัมผัส ด้วยการเล่นเกมดมกลิ่นผลไม้ เป็นต้น
     หากคุณเข้าใจหลักการฝึกประสาทสัมผัสและสอดประสานกิจกรรมเข้าไปในวิถีชีวิตอย่างเหมาะสมกับช่วงวัยของลูก จะช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี และช่วยหล่อหลอมเป็นบุคลิกภาพ ความคิด และตัวตนของลูกเมื่อเติบโตขึ้นด้วย

บทความอื่นๆที่น่าใจ

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

8 เคล็บลับ ทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น

อ้างอิงจาก : Guru.thaibizcenter.com



8 เคล็บลับ ทำให้ลูกนอนหลับได้ง่ายขึ้น

1. ใช้เสียงกล่อม
   ลูกมักต้องการความอบอุ่นและความใกล้ชิด คุณอาจกล่อมลูกด้วยเสียงเพลง หากยังไม่ยอมหลับควรอุ้มลูกมากอดแนบอกและร้องเพลงกล่อม
2. ห่อตัวลูกด้วยผ้า
   ผิวเด็กรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ง่าย ควรห่อลูกด้วยผ้าเพื่อให้เด็กรู้สึกอบอุ่น
3. ลูบท้องเด็ก
   ลูกอาจนอนไม่หลับเพราะเสียงจากท้อง คุณควรอุ้มลูกไปวางที่เตียงแล้วลูบท้องวนตามเข็มนาฬิกา
4. ลดแสงสว่างในห้อง
   ควรดับไฟทุกดวงในห้องเพื่อให้ลูกหลับสนิท
5. ปรับเวลากิจวัตรให้ตรงกันทุกวัน
   กิจวัตรของเด็กมักจะเป็น ตื่นนอน ทานข้าว เล่น พักผ่อน เมื่อลูกตื่นขึ้นมาในแต่ละวัน คุณควรปรับเวลาแต่ละอย่างแต่ละวันให้ตรงกัน ถ้าทำได้สัก 2 อาทิตย์ สมองของลูกจะรับรู้เวลาและเป็นไปโดยอัตโนมัติ เช่นเมื่อถึงเวลานอนลูกก็จะเข้านอนทันที
6. ให้ลูกอิ่มก่อนนอน
   ควรให้ลูกทานอาหารอ่อนๆสำหรับเด็กเล็กน้อย
7.ขัดตัวให้ลูก
   ลูกอาจรู้สึกอึดอัดจากเหงื่อและคราบสกปรก คุณควรขัดตัวให้ลูก 1-2 ครั้ง/อาทิตย์
8. ให้ลูกนอนในเตียงเด็ก
   หากคุณพาลูกออกข้างนอกแล้วลูกง่วง คุณควรทำให้ลูกตื่นตลอดเวลา แล้วค่อยพากลับมานอนบ้าน เพื่อไม่ให้ลูกติดนิสัยการนอนผิดที่ผิดเวลา

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

อ้างอิงจาก : Theasianparent.com

       

แก้ปัญหาโรคอ้วนในเด็ก

เด็กที่เป็นโรคอ้วน คือเด็กที่มีน้ำหนักเกินกว่าน้ำหนักมาตราฐาน 20 % วัดตามเกณฑ์อายุและส่วนสูง   เด็กที่เป็นโรคอ้วนมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานสูง ซึ่งโรคนี้เป็นต้นเหตุของโรคและปัญหาอื่นๆอีกมากมาย

ทำไมเด็กจึงอ้วน

ไม่ออกกำลังกาย : ปัจจุบันพ่อแม่มักส่งลูกไปเนอส์เซอรี่ แทนที่เด็กจะได้วิ่งเล่นอยู่ที่บ้าน

อาหารขยะ : โลกเราอุดมไปด้วยอาหารสำเร็จรูปและอาหารขยะซึ่งมักมีสารเคมี ไขมัน น้ำตาล สารกันบูดเยอะจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย   ซึ่งสารเหล่านี้จะเก็บไว้ในรูปของไขมัน
กินเยอะเกินไป : พ่อแม่ควรควบคุมปริมาณอาหารที่ลูกกินให้พอดี

ควรทำอย่างไร

- ให้ลูกวิ่งเล่นอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง

- ลดน้ำตาลในอาหาร เก็บลูกอม ไอศกรีม ขนมหวานไว้สำหรับโอกาสพิเศษ
- ปรุงอาหารจากของสด หลีกเลี่ยงอาหารกล่อง อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป
- ควบคุมปริมาณอาหารให้พอเหมาะ
- ให้ลูกกินขนมที่มีประโยชน์ อย่าพยายามให้ลูกลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร
- ไม่ใช้อาหารเป็นของล่อหรือรางวัล

บทความอื่นๆ

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การออกกำลังกายในเด็ก

อ้างอิงจาก : trueปลูกปัญญา

ปัญหาเด็กอ้วนเป็นปัญหาของทุกประเทศรวมถึงประเทศไทยซึ่งปัญหานี้เกิดจากขาดการออกกำลังกายและการรับประทานอาหาร   บทความนี้จึงนำเสนอตัวอย่างการเล่นและการออกกำลังกายของเด็กเพื่อให้พ่อแม่ชักชวนลูกน้อยมาเล่นกัน!!!


 

  1. นั่งบนพื้นแยกเท้าทั้งสองข้าง ให้เด็กวิ่งรอบตัวท่านและกระโดดข้ามเท้า   ท่านอาจยกตัวท่านเพื่อให้เด็กลอดใต้

    2. ให้เด็กใช้มือทั้งสองข้างถือไม้แล้วยกเท้าข้าไม้ แล้วยกออกท่าสลับกัน

     3. ให้เด็กกระโดดข้ามไม้ โดยอาจเพิ่มความสูงขึ้น-ลงสลับไปมา
4. กระโดดข้ามห้วย โดยนำผ้าเช็ดตัวมาวางไว้บนพื้นเหมือนลำธาร แล้วให้เด็กกระโดดข้าม อาจเปลี่ยนความกว้างของผ้าเช็ดตัวได้ ที่สำคัญระวังเด็กลื่นล้มด้วย
5. ให้เด็กยืดกล้ามเนื้อ โดยการเอาเท้าไปแตะที่คาง หู หรือเอามือไปจับนิ้วหัวแม่เท้า ไหล่ เป็นต้น 
6. ให้เด็กยืนห่างจากกำแพงเอามือยันดันกำแพง และผ่อนลง เอาจมูกแตะกำแพงทำสลับกัน ให้เด็กลำตัวตรงและส้นเท้าอยู่ติดพื้น
7. ให้เด็กกระโดด โดยจับมือเด็กแล้วให้เด็กกระโดด เด็กเหนื่อยก็ให้หยุด หายเหนื่อยก็กระโดดใหม่ อาจกระโดดสลับกันช้าเร็ว
8. เด็กทูนหัว โดยวางหนังสือบนศรีษะเด็ก แล้วให้เด็กเดินโดยหนังสือบนศรีษะไม่ตก ตอนเริ่มใหม่อาจให้เด็กใช้มือช่วยจับ เปลี่ยนของไปวางไว้ที่ไหล่ หลังมือ ข้อศอก
9. โยกเยก โดยนั่งบนพื้นแยกเท้าออกจากกัน แล้วให้เด็กนั่งแล้วจับมือกัน ให้เด็กนอนแล้วท่านก็ดึงเด็กให้นั่ง แล้วปล่อยให้นอนพร้อมกับร้องโยกเยกเอย โยกเยกเอย
10. ไถนา ให้เด็กนอนคว่ำ แล้วท่านจับข้อเท้าเด็กยกขึ้น ให้เด็กเอามือยันพื้นจนแขนตึง แล้วให้เด็กเดินโดยใช้แขน


11. การทรงตัว โดยให้เด็กยืนเท้าเดียว แล้วนับ 1-4 แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้น อาจจะให้ยืนทรงตัวท่าอื่นก็ได้ เช่น ยืนแล้วยกขาไปข้างหน้าหรือข้างหลัง
12. ให้เดินเขย่ง โดยอาจแกว่งแขนหรือเอาของวางไว้บนศรีษะ
13. ทรงตัวบนเท้าข้างเดียว โดยวางของไว้บนจาน 4-5 ชิ้นและวางถังไว้ใกล้กัน ให้เด็กยืนด้วยเท้าข้างเดียวแล้วก้มลงหยิบของในจานไปไว้ในถัง เมื่อเด็กเก่งขึ้นค่อยแยกจานและถังออกห่างกัน
14. มือจรดพื้น ให้เด็กก้มลงเอามือจรดพื้น แล้วค่อยๆก้าวเท้ามาหามือให้ใกล้ที่สุด
15. ตั้งไข่ล้ม โดยนั่งขัดสมาธิ ฝ่าเท้าจรดกัน โดยใช้มือจับให้เด็กโยกไปทางซ้าย-ขวา สลับกัน
16.  กายกรรม ให้เด็กนอนบนโซฟา ยกขาขึ้นและลง โดยต้องให้คางอยู่ชิดอกมากที่สุด ให้ไหล่เป็นตัวรับน้ำหนัก

17. ก้าวขึ้นบันได เมื่อใช้เท้าขวาบอก "ขวา" "ซ้าย" ผู้ใหญ่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
18. เกี่ยวลูกบอล จับมือเด็ก แล้วให้เด็กเอาเท้าเกี่ยวลูกบอลไว้
19. เล่นกับบอล ให้เด็กนั่งแล้วเอาบอลไว้บนศรีษะ ให้เด็กก้มลงแล้วให้บอลอยู่ใกล้ตัวมากที่สุด
20. โยนบอล ให้ยืนห่างกันแล้วส่งบอลให้กัน อาจโยนให้กันหรือให้บอลกระเด้งพื้น

21. โยนลูกบอลหรืออาจจะปาเครื่องบินกระดาษ









วันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2556

7 จุดอันตรายในบ้าน

อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBizCenter.com



1. พื้นห้อง รีบเช็ดที่เปียกให้แห้ง ห้ามเด็กเล่นบริเวณพื้นลื่นๆ และทำความสะอาดพื้นให้เกลี้ยง อย่าให้มีเศษของเล็กๆตกหล่นอยู่
    หากใช้พรมปูพื้น หมั่นดูดฝุ่นออกจากพรม
    ขณะปัดกวาดพื้นควรให้เด็กอยู่ห้องอื่น
2. ตู้ - โต๊ะ ปิดล็อกตู้ ลิ้นชักทุกครั้ง กันเด็กดึงและเพราะอาจหล่นลงมาทับเด็กได้
    ตู้หรือลิ้นชักที่เก็บของอันตราย เช่น ยา ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน ของมีคม ต้องเก็บให้มิดชิด ล็อกทุกครั้ง หรือนำไปเก็บในที่ที่แน่ใจว่าพ้นมือเด็ก
3. ประตู - หน้าต่าง ปิดเมื่อไม่ใช้งาน ป้องกันการถูกประตูหน้าต่างหนีบมือ
    เมื่อเปิดปิดควรระวังกระแทกโดนเด็กที่อยู่ใกล้ๆ ไม่ปล่อยให้เด็กมาเล่นแถวประตูหน้าต่าง
    ลูกบิดควรอยู่สูงพ้นมือเด็ก เพื่อป้องกันการเปิดหรือปิดล็อกขังตัวเอง
    สำหรับประตูห้องที่ไม่ต้องการให้ล็อก ควรใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กๆพาดที่ขอบประตูเพื่อกันการล็อกและควรมีกุญแจสำรองไว้
4. บันได ติดประตูตรงบริเวณทางลงบันได และลงกลอนทุกครั้ง
    อย่าปล่อยให้ลูกเล็กขึ้นลงบันไดลำพัง
    ติดยางขอบบันไดเพื่อกันลื่นและปิดเหลี่ยมคมๆของบันได
5. ปลั๊กไฟ ถ้าอยู่ต่ำใกล้มือเด็ก ควรใส่ที่ครอบปลั๊กไฟไว้
    บริเวณใดในบ้านไม่ใช้ไฟฟ้าควรสับสะพานไฟลง
6. ของใช้ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าให้ความร้อน เช่น เตารีด เครื่องปิ้งขนมปัง เก็บให้พ้นมือเด็ก และบอกเด็กว่าของร้อนมาก ห้ามจับหรือเล่นเด็ดขาด
    ย้ำเตือนถึงอันตรายของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลม เครื่องดูดฝุ่น เตาร้อนๆ ให้ลูกจดจำและระวังตัวเสมอ
    หลังใช้งานควรเก็บให้เรียบร้อย อย่าปล่อยสายไฟยาวเกะกะ
    ควรปิดฝาถังเครื่องซักผ้าทุกครั้ง ทั้งในระหว่างและหลังใช้งาน
7. อ่างน้ำ - สระว่ายน้ำ ไม่ทิ้งให้เด็กเล่นน้ำ อาบน้ำตามลำพัง ไม่ว่าจะเป็นอ่างน้ำ สระว่ายน้ำ ถังน้ำ เพราะน้ำตื้นๆก็ทำให้เด็กจมน้ำได้
    ถ้าที่บ้านมีสระว่ายน้ำ บ่อเลี้ยงปลา ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรทำรั้วหรือประตูกั้นให้มิดชิด

เพื่อความปลอดภัย
    ไม่ควรทิ้งลูกไว้คนเดียว,ไม่มองข้ามความสามารถของเด็ก เช่น คิดว่าเด็กปีนสูงๆไม่ได้,ไม่ละเลยจุดอันตรายของบ้าน,ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ เช่น ยางปิดปลั๊กไฟ ที่ล็อกตู้ - ลิ้นชัก ราวกั้นหน้าต่างและบันได
http://www.kid-dtoys.com

อุบัติเหตุยอดฮิตของเจ้าหนูวัยเตาะแตะ

อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBizCenter.com

1. ฟดูด เด็กยังไม่รู้เรื่องอันตรายอาจแหย่ปลั๊กเล่น
2. จมน้ำ ส่วนใหญ่มักจมน้ำจากแหล่งใกล้ตัว เช่น ถังน้ำ อ่างน้ำ บ่อน้ำ สระน้ำ คู คลอง  แม้ระดับน้ำตื้นก็เกิดอันตรายได้
3. สิ่งแปลกปลอมติดในหลอดลม เด็กเห็นอะไรก็มักจับหยิบจับเอาเข้าปาก ผู้ปกครองควรระมัดระวังเรื่องนี้ให้มาก
4. อันตรายจากของมีคม ไม่ว่าจะเป็นกรรไกร มีด เข็มกลัด ส้อม ไม้แหลม แม้กระทั่งของเล่นที่มีส่วนคมหรือปลายแหลม
5. ลื่น ล้ม ตก กระแทก อาจเกิดการหกล้ม ตกจากที่สูง วิ่งชนสิ่งต่างๆ

 อุบัติเหตุป้องกันได้ถ้า
  จัดบ้านให้เป็นระเบียบ ไม่วางสิ่งของเกะกะ พื้นบ้านในห้องต่างๆต้องไม่ลื่น
  หาผ้านุ่มหรือฟองน้ำมาหุ้มขอบเหลี่ยมของเฟอร์นิเจอร์ที่มีมุมหรือสัน เช่น ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของ เพื่อป้องกันการกระแทกของลูกน้อย
  ทำที่กั้นเตียงนอน ประตู บันไดขึ้นลง ระเบียง เพื่อป้องกันการพลัดตก รวมทั้งหลีกเลี่ยงการวางเก้าอี้ โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์ที่เอื้อต่อการปีนป่ายของเด็กไว้ใกล้หน้าต่างหรือราวระเบียง

 http://www.kid-dtoys.com

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

7 วิธีดูแลความปลอดภัยของลูกๆ

อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBixCenter.com




1. บุผนังนิ่มๆ เพื่อให้ลูกได้เล่นอย่างเต็มที่ การปล่อยให้ลูกคลานไปรอบห้องช่วยฝึกความกระตือรือร้น การสังเกต แต่พ่อแม่ควรดูแลความปลอดภัยไม่ให้ลูกถูกรอยผุของกำแพลงบาดหรือกระแทกกับผนัง ด้วยการบุผนังห้องด้วยผนังนิ่มๆ
2. เลือกของเล่นให้เหมาะกับวัย เพื่อความปลอดภัย และได้รับความรู้ตามวัย
3. พยายามอย่าเปิดล็อคให้ลูกเห็น หรืออย่าใช้อุปกรณ์อันตรายให้ลูกเห็น และเก็บให้พ้นจากเด็ก
4. อย่าหลอกว่า "ยาเป็นขนม" ลูกอาจแอบมาทานเอง และควรเก็บยาในตู้ที่ล็อคไว้
5. วางของของสัตว์เลี้ยงไว้ให้ห่างจากเด็ก ลูกยังไม่สามารถแยกได้ว่าอันไหนของสัตว์เลี้ยง ลูกอาจหยิบมากินหรือเล่น และควรแยกของสัตว์ไว้นอกระยะหยิบจับของเด็ก
6. หมั่นพาเขาไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อให้ไม่ให้เกิดโรคที่ไม่สามารถรักษาได้ภายหลัง และเมื่อเด็กมีอาการผิดปกติให้รีบพาไปพบแพทย์
7. ตรวจตามพื้นห้องบ่อยๆ อาจมีเศษของเล็กๆตก ต้องหมั่นสังเกตุและทำความสะอาดบ่อยๆ

                                                                                     www.kid-dtoys.com

7 วิธีสร้างรอยยิ้มให้ลูก

อ้างอิงจาก : Guru.ThaiBixCenter.com


1. พาลูกออกไปเล่นนอกบ้าน เล่นกลางสนาม,สระว่ายน้ำ โดยมีพ่อแม่คอยดูแล วิธีนี้ทำให้ลูกออกกำลังกายและรู้จักเข้าสังคม
2. ตั้งฉายาน่ารัก เรียกลูกด้วยชื่อตัวการ์ตูนที่ลูกชอบหรือสิ่งที่ลูกชอบ,นั่งดูการ์ตูนเป็นเพื่อนลูก
3. แสดงความรักกับเขาบ่อยๆ ด้วยการกอด,หอม,ชม ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยด้วย
4. หาขนมติดไว้ เลือกขนมที่อร่อยและดีต่อสุขภาพและเตือนให้ลูกแปรงฟันหลังทานขนม
5. อย่าทำให้เขารู้สึกน้อยใจเด็ดขาด อาจเกิดการฝังใจถ้าลูกว่าไม่ได้รับความรักมากพอ ไม่ควรเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น
6. เล่นของเล่นเป็นเพื่อนลูก ช่วยให้ลูกไม่เหงาและเป็นการดูแลความปลอดภัยไปภายในตัว
7. หากิจกรรมทำเป็นครอบครัว ทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและยังเป็นการใช้เวลาดีๆร่วมกัน

                                                                             www.kid-dtoys.com

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ดึกๆลูกไม่ยอมนอน เช้าไม่ยอมไปโรงเรียน

อ้างอิงจาก : mommypedia

1. ฝึกให้เด็กตื่นเช้าช่วงก่อนเปิดเทอม 1 สัปดาห์
2. เพิ่มกิจกรรเสริมให้ลูกยามบ่าย เช่น พาไปออกกำลังกาย วิ่งเล่น ให้ลูกช่วยงานบ้าน   จะทำให้ลูกใช้พลังเต็มที่
3. ไม่ควรให้ลูกนอนกลางวันมาก
4. หัวค่ำก่อนพาลูกเข้านอนให้ดื่มนมอุ่นๆหรือเล่านิทานให้ลูกฟัง

                                                                                        www.kid-dtoys.com

วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ปัญหาเด็กติดผ้าห่ม

อ้างอิงจาก : สารพันปัญหาเด็ก พ.ญ. วินัดดา ปิยะศิลป์

ปัญหาเด็กติดผ้าห่ม

สาเหตุ
1. วิตกกังวล ไม่มั่นใจในความรักความปลอดภัยจากพ่อแม่
2. การฝึกฝนการแยกจากกันทำได้ไม่นุ่มนวล ไม่สม่ำเสมอ
3. มีประสบการณ์ที่ทำให้วิตกกังวล หวาดกลัวสูง
4. ไม่มั่นใจในตัวเอง
5. ถูกเลี้ยงดูแบบปกป้อง พึ่งพาผู้เลี้ยงดูมากเกินไป

วิธีการแก้ไข
1. ส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมของลูก
2. สอนทักษะต่างๆผ่านการเล่น การใช้ชีวิตประจำวัน   และส่งเสริมการทำซ้ำๆ
3. จัดสิ่งแวดล้อมให้ท้ายทายและให้โอกาสเด็กให้ทำสิ่งที่ประสบความสำเร็จมากกว่าล้มเหลว
4. ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตนเอง และปรับเปลี่ยนสภาพรอบตัวเด็กเสมอเพื่อให้เด็กฝึกรับมือสถานการณ์ใหม่ๆ
5. ไม่บีบบังคับเด็กให้ทิ้งสิ่งที่ติด
6. ใช้เวลาเล่นกับลูกให้มากขึ้น
7. ลดความวิตกกังวลในตัวพ่อแม่และให้ความเชื่อมั่นแก่ลูก

                                                                                                     www.kid-dtoys.com

12 วิธีเลี้ยงลูกให้ดี - ไอคิวสูง พ่อแม่สร้างได้

อ้างอิงจาก : Manager Online

1. ให้ความรัก และแสดงออกอย่างเหมาะสม   เช่น   การยิ้ม   การสัมผัส   กอด
2. ครอบครัวมีสุข คือการที่พ่อแม่มีความสัมพันธ์ที่ดี มีความคิดในการเลี้ยงลูบอบรมสั่งสอนไปในทางเดียวกัน   
3. รู้ - เข้าใจพัฒนาการของลูก เข้าใจ ปฎิบัติตัวต่อลูกถูกต้องเหมาะสม   ที่สำคัญอย่าลืมคำนึงว่าลูกมีพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา   พ่อแม่ต้องใส่ใจและปรับตัวให้เหมาะสมด้วย
4. พ่อแม่มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกให้มากที่สุด ทำห้เกิดความรัก   ความผูกพันธ์   และเข้าใจในตัวลูกมากขึ้น
5. ส่งเสริมให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เมื่อลูกทำดีหรือประสบความสำเร็จคุณพ่อคุณแม่ต้องชม   เมื่อลูกท้อแท้ควรให้กำลังใจ   สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีค่าต่อความรู้สึกลูกมาก
6. ให้อิสระ - โอกาสในการตัดสินใจ ทำให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์   กล้าคิดกล้าทำ  
7. สอนลูกให้รักตัวเอง - รักคนอื่น ให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
8. ให้ลูกรู้จักคิดเป็นเหตุ - เป็นผล ส่งเสริมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันและเรื่องสำคัญ   
9. สอนลูกรู้จักหาความสุขให้ตัวเอง เด็กหลายคนเก่งและประสบความสำเร็จแต่ไม่มีความสุข   เครียดตลอดเวลา
10. เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก แล้วลูกจะเรียนรู้อัตโนมัติ   เช่น   นิสัยรักการอ่าน  
11. กฎเกณฑ์ ระเบียบวินัยในบ้านต้องพอดี เด็กที่ E.Q. ดีมักอยู่ในครอบครัวที่พ่อแม่รัก   เข้าใจ   และสอนให้รู้ว่าอะไรควรไม่ควร   ควรควบคุมกฎเกฎฑ์ให้อยู่ในทางสายกลางตามหลักพุทธศาสนา   ไม่ควบคุมมากไปหรือน้อยไป
12. ระบบการศึกษาก็มีส่วนเอี่ยวกับอีคิว "การศึกษาสร้างคน"   พ่อแม่ควรทำความเข้าใจกับระบบการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก

                                                                                                 www.kid-dtoys.com

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พัฒนาการกับการเล่นของเด็ก

พัฒนาการของการเล่น
นักจิตวิทยา นักการศึกษาได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการและรูปแบบของการเล่นไว้ดังนี้

Sutton-Smith (1972) จำแนกได้ 4 แบบ คือ
 การเล่นเลียนแบบ (Imitation) การเล่นเลียนแบบเป็นการสะท้อนให้ผู้อื่น
มองเห็นการรับรู้สิ่งแวดล้อมต่าง ของผู้เล่น ในด้านที่เกี่ยวกับตัวเด็ก การเล่นเลียนแบบช่วยให้เด็กเกิดการ
เรียนรู้สิ่งต่าง รอบตัวที่ได้รับรู้ผ่านประสาทสัมผัส ซึ่งเด็กอาจยังไม่เข้าใจหรือรู้ความหมายได้ในทันทีที่รับรู้
 การสำรวจ (Exploration) เป็นการเล่นตามความสนใจ ความสงสัย และ
ความใคร่รู้ในสิ่งรอบตัวต่าง เป็นรากฐานของการเล่นแบบทดสอบ หากครูหรือผู้ปกครองรู้สามารถ
สนับสนุนการเล่นของเด็กอย่างถูกวิธีก็จะทำให้เด็กได้รับการพัฒนาต่อไป
 การทดสอบ (Testing) เด็กจะอาศัยความรู้ใหม่ที่ได้จากการสำรวจและ
ความรู้เดิมจากประสบการณ์ที่คุ้นเคยเป็นรากฐานในการเล่นสัญลักษณ์ สิ่งที่เด็กได้สำรวจศึกษาแล้วจะ
เป็นอุปกรณ์ที่เด็กนำมาเล่นเพื่อทดลองดูว่า คุณสมบัติของของเล่น และวิธีการเล่นที่วางไว้จะเป็นไปตามที่
เขาคิดหรือไม่
 การสร้าง (Construction) เป็นการเล่นที่ผู้เล่นสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง
ตนเองกับสิ่งแวดล้อมในลักษณะต่าง เช่น การจัดทำของเล่น โดยการเอาก้านกล้วยมาหักส่วนบนลง
ตกแต่งทำเป็นหัวแล้วใช้ขี่เล่น การสร้างสถานการณ์การเล่นโดยการสร้างเรื่องและการเล่นตามเรื่อง การ
วางกฎเกณฑ์การเล่นโดยกำหนดบทบาทของผู้เล่นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงจากของเดิม

Piaget (1962) กล่าวว่า เด็กจะเรียนรู้ผ่านกระบวนการรับรู้และกระบวนการคิด ซึ่งการ
เล่นของเด็กจะช่วยให้เด็กได้พัฒนาทั้งกระบวนการรับรู้และกระบวนการคิด เช่น การที่เด็กอายุต่ำกว่า 2
ขวบ เล่นในลักษณะที่เป็นการฝึกหัดและการแสดง จะช่วยให้เด็กได้แสดงบทบาทสมมุติ ทั้งที่ตามหลักของ
พัฒนาการแล้วเด็กยังไม่สามารถทำได้ แต่เขาก็ทำได้ เพียเจท์จึงกล่าวว่าการเล่นมีผลต่อพัฒนาการทาง
สติปัญญาของเด็ก คือช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างการรับประสบการณ์ใหม่และการปรับประสบการณ์

เดิมกับประสบการณ์ใหม่ เมื่อ 2 กระบวนการนี้สมดุลจะช่วยให้เกิดการพัฒนาทางสติปัญญา

                                                                                                     www.kid-dtoys.com